Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710/2499

พ.ศ. 2499 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์อ้างสัญญาเช่าที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา118 ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานมิได้นั้นหากยังมีเอกสารที่ไม่ต้องด้วยข้อห้ามอื่นๆ อีกพอที่จะรับฟังเป็นหลักฐานได้ว่าได้มีสัญญาเช่ากันแล้วเอกสารที่ไม่ใช่สัญญาเช่านั้นถือว่าเป็นหลักฐานพอที่จะบังคับผู้เช่าได้แล้ว กฎหมาย ในเรื่องค้ำประกันไม่ได้บังคับว่าต้องบรรยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ แม้ปรากฏว่าเอกสารที่โจทก์ยังมิได้แสดงถึงข้อผูกพันระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้ก็ตามแต่เมื่อมีหนังสือให้ปรากฏว่าเป็นการค้ำประกันก็เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันแล้ว ผู้ค้ำประกันจึงไม่พ้นจากความรับผิดฐานเป็นผู้ค้ำประกัน ศาลชั้นต้นถือเอามติคณะเทศมนตรีลดค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระโจทก์ลง 1 ใน 4 คงให้จำเลยทั้งสองชำระเพียง 3 ใน 4 โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเต็มตามสัญญาแต่ก่อนศาลอุทธรณ์พิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่สามารถส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้โจทก์ไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่ขณะนั้นศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันใช้ค่าเช่าเต็มตามสัญญาจึงถือว่าเป็นการไม่ชอบเพราะถ้าโจทก์ประสงค์จะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าควรลดค่าเช่าหรือไม่แล้วพิธีการตามกฎหมาย ก็มีอยู่ให้ทำได้แต่โจทก์ไม่ขอให้ทำฉะนั้นย่อมถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติเพียงเท่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้และโดยข้อกฎหมาย ที่ว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชำระหนี้เกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงร่วมรับผิดเพียงเท่าที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาเช่าท่าเรือโจทก์รวม7 ท่าคิดเป็นเงิน 44,160 บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าแล้ว 22,720 บาท คงค้างอีก 18,440 บาทโจทก์มีหนังสือตักเตือนทวงถามหลายครั้งจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วโจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้เงินค่าเช่าที่ค้างกับดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันพิจารณาจำเลยที่ 2 ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ที่ลงชื่อท้ายสัญญาเช่าในฐานะแทนผู้เช่าเมื่อนำเงินงวดแรกไปชำระสัญญาเช่าก็ได้ถูกแก้ไขปลอมแปลงเป็นผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยไม่ทราบและไม่ให้ความยินยอม จำเลยจึงไม่มีความรับผิดตามสัญญาทั้งตามสัญญาเช่าก็ไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 เพราะทำไม่ถูกแบบโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงถึงข้อผูกพัน

ถ้าถือว่าเป็นสัญญาค้ำประกันโจทก์ก็ได้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยผู้ค้ำประกันไม่ทราบ จำเลยยอมพ้นความรับผิดโจทก์อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้เพราะยังมีตัวอยู่อนึ่งคณะเทศมนตรีสมุทรปราการได้ลดค่าเช่าให้จำเลยที่ 1 ลง 1 ใน 4 ของเงินค่าเช่า หักแล้วจำเลยที่ 1 ยังค้างค่าเช่าอีก 8,150 บาทเท่านั้น โจทก์ไม่ชอบที่จะเรียกร้องเท่าจำนวนในฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าท่าเรือรายพิพาทของโจทก์เป็นเงินค่าเช่า 41,160 บาท โดยคณะเทศมนตรีได้ลดค่าเช่าลง 1 ใน 4 และจำเลยได้ชำระค่าเช่าแล้ว 22,720 บาท คงค้างชำระเพียง 8,150 บาทเท่านั้นและฟังต่อไปว่าจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้และว่าข้อเถียงของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบนั้นฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดฐานผู้ค้ำประกันจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าเช่า 8,150 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นทุกประการทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเว้นแต่เรื่องลดค่าเช่าเห็นว่าถึงแม้คณะเทศมนตรีผู้บริหารงานมีอำนาจให้เช่าและลดค่าเช่าท่าเรือ แต่เรื่องนี้ยังถือไม่ได้ว่าได้ลดค่าเช่าให้จำเลยและยังมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้ตกลงลดให้แล้วจำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้เงินค่าเช่าที่ค้าง 18,440 บาท จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน18,440 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาประชุมปรึกษาคดีนี้แล้ววินิจฉัยว่านายเคลิ้มอินทรัมพรรย์

นายกเทศมนตรีได้ทำสัญญาหมาย จ.4 ในฐานเป็นผู้แทนของเทศบาลเมืองสมุทรปราการไม่ใช่ทำเป็นการส่วนตัวและว่าศาลฎีกาไม่เห็นความจำเป็นต้องใช้เอกสารหมาย จ.9 ที่โจทก์อ้างประกอบจึงไม่วินิจฉัยข้อฎีกาที่ว่าไม่ควรที่ศาลจะรับฟังเอกสารฉบับนี้ ส่วนเอกสารหมาย จ.4 เฉพาะตัวสัญญาเช่าที่มิได้ ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่ายังมีเอกสารที่ไม่ต้องด้วยข้อห้ามอีกคือหมาย จ.8 หนังสือจำเลยที่ 1 ถึงนายกเทศมนตรี ฯ รับรองว่าเป็นผู้เช่าท่าเรือพิพาทและขอให้ลดค่าเช่ากับหมาย จ.5 ขอผัดผ่อนเวลาชำระค่าเช่าเท่านี้เป็นหลักฐานพอที่จะบังคับผู้เช่าได้แล้วส่วนที่จำเลยที่ 2 สู้ว่าข้อความในสัญญาเช่าหมาย จ.4 ไม่ผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิด ฐานผู้ค้ำประกันนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่ามีพฤติการณ์หลายอย่างตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าท่าเรือพิพาทนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่ว่าเอกสารของกลางมิได้แสดงถึงข้อผูกพันระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้นั้น กฎหมายในเรื่องค้ำประกันไม่ได้บังคับว่าต้องบรรยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ ฉะนั้นเพียงแต่มีหนังสือให้ปรากฏว่าค้ำประกันก็เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิดฐานผู้ค้ำประกันศาลชั้นต้นได้ถือเอามติคณะเทศมนตรีลดค่าเช่าลง 1 ใน 4 คงให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเช่าเพียง 3 ใน 4 แต่ศาลอุทธรณ์บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเช่าเต็มตามสัญญา จำเลยที่ 2 จึงฎีกาความข้อนี้มาด้วย

ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเช่าเต็มตามสัญญานั้นปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องก่อนศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าไม่สามารถส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ เพราะอพยพไปจากที่อยู่เดิม โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 กระนั้นศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ

ศาลฎีกาเห็นว่าถ้าโจทก์ประสงค์จะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าควรลดค่าเช่าหรือไม่แล้ว พิธีตามกฎหมายก็มีอยู่ให้ทำได้ แต่โจทก์ไม่ขอให้ทำ เพราะฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงยุติเพียงเท่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยข้อกฎหมายที่ว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชำระหนี้เกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังขึ้นว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเช่าให้โจทก์เพียง 3 ใน 4 ของค่าเช่าตามสัญญาจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุลยกรณ์พิทารณ์ · ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร · จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้