Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองอยู่ตรงไหน มิได้มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง กรณีจึงไม่ต้องห้ามในการที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้นั้นเป็นที่ดินตรงไหน เรื่องจะกำหนดให้ฝ่ายใดต้องเสียค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเท่าใดนั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นเรื่อง ๆ ไป แล้วแต่รูปคดี มิใช่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์ แล้วศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยเสียค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์เสมอไป ที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองภายหลังวันประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการเข้าครอบครองโดยมิชอบ ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองขึ้นต่อสู้กับรัฐได้ แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่รกร้างว่างเปล่าตลอดมา 10 ปีเศษแล้ว แต่เมื่อจำเลยมิได้แจ้งการครอบครองภายในเวลาตามที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ ต้องถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว รัฐมีอำนาจจัดที่ดินนั้นได้. (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2509 เป็นการประชุมเพื่อหาคณะ)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 94 ป.วิ.พ. มาตรา 161 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารมิให้เข้าไปขัดขวางเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินหรือออกค่าใช้จ่ายในการทำลายให้แก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่โจทก์ฟ้อง จำเลยได้รับมรดกที่พิพาทและครอบครองเป็นเจ้าของมากว่า ๑๐ ปีแล้ว

โจทก์ฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม นายอำเภอตะกั่วทุ่งได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และไม่เป็นฟ้องซ้ำ และที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกจากพื้นที่ภายในเส้นสีม่วงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปขัดขวางเกี่ยวข้อง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้ หรือออกค่าใช้จ่ายในการทำลายให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ดินภายในเส้นสีม่วงเป็นที่ที่จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ส่วนที่ดินนอกเส้นสีม่วงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕ กำหนดไว้ จึงถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดิน รัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวได้ จำเลยไม่อาจเข้ายึดถือครอบครอง ก่นสร้าง หรือเผาป่า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายที่ดินได้ พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยจะสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขว่าที่พิพาทภายในเส้นสีม่วงเป็นที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้มิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ นั้น การที่จะพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองอยู่ตรงไหนมิได้มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง กรณีจึงไม่ต้องห้ามในการที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้นั้นเป็นที่ดินตรงไหน และฟังว่าที่ที่จำเลยนำสืบเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่พิพาทภายในเส้นสีม่วงนั่นเอง

ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์ยังไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่าในเรื่องจะกำหนดให้ฝ่ายใดต้องเสียค่าทนายความให้อีกฝ่ายหนึ่งเท่าใดนั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นเรื่อง ๆ ไป แล้วแต่รูปคดี มิใช่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายอย่างสูงแก่โจทก์ แล้วศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยเสียค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์เสมอไป เท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นั้นเหมาะสมกับรูปคดีแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ที่จำเลยครอบครองไว้นั้นกินถึงที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาททั้งหมดนั้น เห็นว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินภายในเส้นสีม่วงซึ่งเป็นที่มรดกของจำเลยเท่านั้น ส่วนที่พิพาทภายในเส้นสีแดงเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองภายหลังวันประกาศใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองขึ้นต่อสู้กับรัฐได้ หรือถึงจำเลยจะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา แต่จำเลยก็มิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาตามที่พระราขบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ กำหนดไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว รัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดินได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์จำเลย.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มณี ชุติวงศ์ · อรรถไพศาลศรุดี · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพังงา - นายบัณฑิต พรหมบุญญา
ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3052/2528

โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำไว้ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ สัญญาซื้อขายร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2517

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินบริษัท บ. โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน คู่สัญญารู้อยู่ว่ามิได้มีการกู้และค้ำประกันตามนั้น ความจริงจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2568

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าชื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จึงเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2568

คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2648 ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้