Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่2กับพวกคงมีแต่สำเนานส.3กที่ถ่ายมาจากที่ทางราชการเก็บรักษาไว้เท่านั้นโดยยังมิได้มีการรวบรวมซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อนำมาขายให้โจทก์ร่วมดังนั้นแม้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะระบุข้อความในอนาคตว่าจำเลยกับพวกจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อขายภายใน1ถึง3เดือนนับแต่โจทก์ร่วมชำระมัดจำครบแต่ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวมีความว่าขณะทำสัญญาจำเลยกับพวกมีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายให้โจทก์ร่วมเป็นการแสดงข้อความในปัจจุบันอยู่ด้วยเมื่อข้อความดังกล่าวเป็นเท็จโดยความจริงจำเลยกับพวกมิได้ตั้งใจจะขายสิทธิในที่ดินให้โจทก์ร่วมโจทก์ร่วมหลงเชื่อจำเลยกับพวกในการแสดงข้อความเท็จและจ่ายเงินมัดจำให้ไปการกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา341 จำเลยที่1รู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนเป็นผู้ติดต่อพาโจทก์ร่วมไปดูที่ดินจนโจทก์ร่วมตกลงทำสัญญาวางมัดจำและทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทประกอบกับขณะจะทำสัญญาซื้อขายจำเลยที่1ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูสัญญาซื้อขายที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองอวดอ้างว่าได้ทำไว้กับชาวบ้านแล้วแสดงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาทุจริตหลอกลวงขายที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยแบ่งหน้าที่กันทำจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน สมคบกันหลอกลวง นางสุนารี สันติธรารักษ์ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยยืนยันต่อผู้เสียหายว่า จำเลยทั้งสองกับพวกเป็นผู้มีสิทธิขายและจะขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 8,000 ไร่ ให้แก่ผู้เสียหายในราคาไร่ละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 64,000,000 บาททำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเข้าทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 และพวก พร้อมทั้งมอบเงินมัดจำจำนวน 5,000,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 และพวกไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน5,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และสั่งคืนของกลางแก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้คืนของกลางแก่โจทก์ร่วมคำขออื่นของโจทก์ให้ยกโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้ความว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายวิมพ์ ศรีสวัสดิ์กุล ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินระวางเลขที่ 92 ถึง 96 และระวางเลขที่ 106 ถึง 110ตำบลบ้านกระเบื้อง ตำบลขุย ตำบลเมืองยาง ตำบลกระเบื้องนอกอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 8,000 ไร่ ราคาไร่ละ 8,000 บาท เป็นเงิน 64,000,000 บาท เงินมัดจำ15,000,000 บาท โดยแบ่งชำระ 2 งวดงวดแรกชำระในวันทำสัญญาจะซื้อขาย 5,000,000 บาท งวดที่ 2 ชำระในวันที่ 24 พฤษภาคม 2533เป็นเงิน 10,000,000 บาท ส่วนที่ดินที่ซื้อขายผู้จะขายจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระวางหมายเลขที่ 106 แปลงที่ 1 และที่ 2 ให้แก่ผู้ซื้อภายในกำหนด 1 เดือน

นับแต่วางเงินมัดจำครบถ้วน ส่วนที่ดินที่เหลือผู้จะขายจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้จะซื้อชำระเงินมัดจำครบถ้วน ปรากฏรายละเอียดตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ดีด เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ก่อนถึงกำหนดชำระมัดจำงวดที่ 2นายวิมพ์ ได้ยินยอมให้โจทก์ร่วมเลื่อนกำหนดวันวางมัดจำงวดที่ 2จากวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ไปเป็นวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 ดังปรากฏด้วยลายมือเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินของนายวิมพ์ตามเอกสารดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่นำเงินค่ามัดจำไปชำระในวันที่24 พฤษภาคม 2533 และจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท เอกสารหมาย จ.4 เพราะถือว่าโจทก์ร่วมผิดนัด

ผิดสัญญาปัญหาตามที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองกับพวกได้หลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายให้โจทก์ร่วมแต่ความจริงจำเลยที่ 2 กับพวกไม่มีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อเข้าทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 และพวกโจทก์ร่วมได้ชำระเงินมัดจำให้จำเลยทั้งสองกับพวกไปเป็นเงิน5,000,000 บาท อันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือไม่นั้น ปัญหาดังกล่าวฝ่ายโจทก์กับโจทก์ร่วมและฝ่ายจำเลยทั้งสองต่างนำราษฎรซึ่งมีที่ดินอยู่ภายในอาณาเขตของสำเนาระวางรูปถ่ายทางอากาศตามเอกสารหมายจ.5 มานำสืบสนับสนุนตามคำเบิกความของฝ่ายตน

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าก่อนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 หรือแม้กระทั่งก่อนจำเลยที่ 2บอกเลิกสัญญากับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 กับพวกได้รวบรวมซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อจะนำมาขายให้โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 กับพวกคงมีแต่สำเนา น.ส.3 ก. ตามเอกสารหมาย จ.6 ที่ถ่ายมาจากที่ทางราชการเก็บรักษาไว้เท่านั้น ดังนั้นแม้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 จะมีระบุข้อความในอนาคตว่าจำเลยที่ 2และนายวิมพ์จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อขายภายใน 1 ถึง 3 เดือนนับแต่โจทก์ร่วมชำระมัดจำครบ 15,000,000 บาท แต่ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวมีความว่า ขณะทำสัญญาจำเลยที่ 2 และนายวิมพ์มีสิทธิในที่ดินที่จะนำมาขายให้โจทก์ร่วม เป็นการแสดงข้อความในปัจจุบันอยู่ด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมา การกระทำของจำเลยที่ 2 และนายวิมพ์จึงเป็นเท็จความจริงจำเลยที่ 2 และนายวิมพ์มิได้ตั้งใจจะขายสิทธิในที่ดินให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อจำเลยที่ 2 ในการแสดงข้อความเท็จสั่งจ่ายเงินมัดจำจำนวน 5,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป แม้ต่อมาโจทก์ร่วมจะไม่วางมัดจำงวดที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 กับพวกหาทางบ่ายเบี่ยงเพื่อจะไม่ต้องโอนที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมมากกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ส่วนจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ขณะโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายวิมพ์จะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมายจ.4 โจทก์ร่วมขอดูหนังสือสัญญาซื้อขายที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองอวดอ้างว่าได้ทำไว้กับชาวบ้านแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้ดู

ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นคนพาโจทก์ร่วมไปดูที่ดิน ต่อมาได้ทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.1 อันเป็นเหตุให้เกิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาทุจริตหลอกลวงขายที่ดินให้โจทก์ร่วมโดยแบ่งหน้าที่กันทำโดยอาศัยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนที่โจทก์ร่วมรู้จักมาก่อนเป็นผู้ไปติดต่อโจทก์ร่วมให้ไปดูที่ดินและร่วมทำสัญญาตามที่ได้ตกลงกันไว้ จนทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อทำสัญญาและมอบเงินตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป คดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ให้คืนของกลางแก่โจทก์ร่วมคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · สมิทธิ์ วราอุบล · บรรเทิง มุลพรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้