Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7046/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งแปดฟ้องเรียกที่ดินสองแปลงจากจำเลยทั้งหก ขอให้แบ่งเป็น 4 ส่วน โจทก์ทั้งแปดขอแบ่ง 3 ส่วน ราคา 80,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เรียกคนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 เรียกรวมกัน 1 ส่วน แต่จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้ว่า ที่ดินสองแปลงไม่ใช่มรดก แต่เป็นทรัพย์ของ ป.ซึ่งจำเลยทั้งหกได้ร่วมกับ ป.ครอบครอง จนกระทั่ง ป.ถึงแก่ความตายจำเลยทั้งหกจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดิน ทั้งสองแปลงให้โจทก์ทั้งแปดโดยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงออกเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน และให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้คนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้รวมกัน 1 ส่วน จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ว่าที่ดินทั้งสองแปลงไม่ใช่มรดก แต่เป็นทรัพย์ของ ป.เมื่อ ป.ถึงแก่ความตาย จึงตกเป็นของจำเลยทั้งหกทั้งสองแปลง เท่ากับโต้เถียงว่า ที่ดินทั้ง 3 ส่วนของทั้งสองแปลง ราคา 80,000 บาท เป็นของจำเลยทั้งหกทั้งหมด ประกอบกับการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระหว่าง จำเลยทั้งหกก็ไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงต้องคิดทุนทรัพย์ที่ พิพาทรวมกัน ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ จึงมีราคาเกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายรัตน์วริวงษ์ จำเลยทั้งหกเป็นบุตรของนางแห้ง ไชโยรักษ์ โจทก์ ที่ 1 ที่ 2 นายรัตน์และนางแป้ง เป็นบุตรของนายเขียว วริวงศ์ที่ดิน 2 แปลง เป็นของนางเขียว เมื่อนายเขียวถึงแก่ความตายที่ดินทั้งสองแปลงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 นายรัตน์และนางแป้ง ต่อมานางแป้งเป็นผู้ขอออก น.ส.3 ไว้แทนทายาททุกคนคือที่ดินตาม น.ส.3 เล่ม 9 หน้า 161 สารบบเล่ม 8 หน้า 353และ 352 เนื้อที่ประมาณ 67 ไร่ 2 งาน และ 8 ไร่ 75 ตารางวาตามลำดับ ทายาททุกคนได้ร่วมกันทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเมื่อนายรัตน์ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกันครอบครองสืบต่อมา และเมื่อนางแป้งถึงแก่ความตาย

ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยทั้งหกโอนแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์แต่ละคนตามส่วน แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงแก่ฝ่ายโจทก์โดยแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละส่วน ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 รวมกัน 1 ส่วน หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจแบ่งแยกได้ ให้เอาขายทอดตลาด ได้เงินเท่าใดให้แบ่งออกเป็น4 ส่วนเท่า ๆ กันแล้วแบ่งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละส่วนให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้ 1 ส่วนจำเลยทั้งหกให้การว่า ที่ดินสองแปลงตามฟ้องไม่ใช่มรดกแต่เป็นทรัพย์ของนางแป้ง ซึ่งจำเลยทั้งหกได้ร่วมกับนางแป้งครอบครองจนกระทั่งนางแป้งถึงแก่ความตาย และจำเลยทั้งหกได้ครอบครองต่อมาด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 1 ปีโดยโจทก์ทั้งแปดไม่เกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งหกจึงได้สิทธิครอบครอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้โจทก์ทั้งแปดโดยแบ่งที่ดินทั้งสองออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน และให้โจทก์ที่ 1ที่ 2 ได้คนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกัน 1 ส่วนหากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือหากไม่อาจแบ่งแยกกันได้ให้นำที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้นออกขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วแบ่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้ 1 ส่วนจำเลยทั้งหกอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า

โจทก์ทั้งแปดฟ้องเรียกทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินจากจำเลยทั้งหกให้แบ่งเป็น 4 ส่วน โจทก์ทั้งแปดได้ 3 ส่วน ราคา 80,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เรียกคนละหนึ่งส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 รวมกันหนึ่งส่วน จำเลยทั้งหกได้ 1 ส่วน ทรัพย์สินแต่ละส่วนจึงมีราคาส่วนละ 26,666.66 บาทซึ่งไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ปรากฏว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ทั้งแปดมิได้ใช้สิทธิฟ้องร้องใน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองจึงขาดสิทธิฟ้องเรียกคืนเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกชอบที่จะยกปัญหานี้อุทธรณ์ได้ แต่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งหกครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องไว้แทนโจทก์ทั้งแปด เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งหกมิได้แย่งการครอบครองที่ดินสองแปลงตามฟ้องจากโจทก์ทั้งแปด จำเลยทั้งหกจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375ขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ อุทธรณ์จำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนจำเลยทั้งหกฎีกาว่า

จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นของนางแป้ง เมื่อนางแป้งตายจึงตกเป็นของจำเลยทั้งหกเมื่อทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งหกจึงอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาเพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248จำเลยทั้งหกอุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกาสั่งว่า การคำนวณทุนทรัพย์จะคำนวณโดยเฉลี่ยตามคำฟ้องของโจทก์ หรือตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกซึ่งคำนวณรวมกันมาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ให้รับฎีกาจำเลยทั้งหกไว้พิจารณาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกมีทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ทั้งแปดฟ้องเรียกที่ดินสองแปลงตามฟ้องจากจำเลยทั้งหกขอให้แบ่งเป็น 4 ส่วน

โจทก์ทั้งแปดขอแบ่ง 3 ส่วนราคา 80,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เรียกคนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 เรียกรวมกัน 1 ส่วนก็ตาม แต่จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้ว่า ที่ดินสองแปลงตามฟ้องไม่ใช่มรดก แต่เป็นทรัพย์ของนางแป้งซึ่งจำเลยทั้งหกได้ร่วมกับนางแป้งครอบครองจนกระทั่งนางแป้งถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งหกจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้โจทก์ทั้งแปดโดยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน และให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้คนละ 1 ส่วน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 8 ได้รวมกัน1 ส่วน

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ว่าที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องไม่ใช่มรดกแต่เป็นทรัพย์ของนางแป้ง เมื่อนางแป้งถึงแก่ความตายจึงตกเป็นของจำเลยทั้งหกทั้งสองแปลง เท่ากับโต้เถียงว่า ที่ดินทั้ง 3 ส่วนของทั้งสองแปลงตามฟ้องและตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ราคา80,000 บาท เป็นของจำเลยทั้งหกทั้งหมดประกอบกับการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระหว่างจำเลยทั้งหกก็ไม่อาจแบ่งแยกได้จึงต้องคิดทุนทรัพย์ที่พิพาทรวมกัน ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์คดีนี้จึงมีราคาเกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในข้อเท็จจริงที่ว่า

ลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 และไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 8ก็ดี โจทก์ที่ 3 ไม่ได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนี้ก็ดีที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องไม่ใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก แต่เป็นของนางแป้งมารดา จำเลยทั้งหกก็ดีโจทก์ทั้งแปดยื่นฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายจึงขาดอายุความมรดกก็ดีจึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้น แต่ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยนั้นจำเลยทั้งหกมิได้กล่าวมาในคำฟ้องฎีกาด้วย จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นผู้วินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้