Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7041/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉย ๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการแต่โจทก์ก็หาดำเนินการไม่ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 130 ไร่ 8 ตารางวา เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินบางส่วนของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกถอน หากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินดังกล่าวจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 และห้ามเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณ 80 ปี มาแล้ว ที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองยังไม่มีเอกสารสิทธิทงทะเบียน ที่ดินเดิมเป็นของนายเจิ่น ไม่ทราบชื่อสกุล ได้ครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาหลายสิบปีต่อมานายเจิ่นยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย หลังจากจำเลยรับการยกให้จำเลยก็เข้าครอบครองที่ดินต่อมาตลอดด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่าสิบปีโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ที่ดินพิพาทส่วนนี้จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองตามกฎหมาย หากที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ก็ซื้อที่ดินมาโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตลอด โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกา 49,750 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในฎีกาข้อ 2.1 โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบโดยโจทก์อ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามนั้น

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย แล้วโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วจึงเป็นการได้มาโดยไม่สุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนกับได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โดยพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในประการต่อไปว่า หากแม้อุทธรณ์ของโจทก์จะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่มิได้ทำการตรวจสอบอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะส่งสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ว่า คดีของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เพื่อที่โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันครอุทธรณ์ได้

ความบกพร่องในการสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่ควรเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉย ๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการแต่โจทก์ก็หาดำเนินการไม่ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้