Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มาตรา 112 เบญจแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมีอำนาจกักของในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกค้างชำระค่าอากรเพื่อประโยชน์ในอันที่จะจัดเก็บภาษีอากรได้รวดเร็วสมความมุ่งหมาย แม้จะไม่ใช่สินค้ารายเดียวกันกับที่ยังค้างชำระค่าอากรอยู่ก็ตามดังนั้น เมื่อโจทก์ต้องชำระภาษีอากรที่ถูกเรียกเก็บเพิ่มสำหรับสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาครั้งก่อนและรับของไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระ จำเลยจึงไม่ยอมรับตรวจสอบรับรองตามระเบียบพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้ารายใหม่ที่โจทก์นำเข้า เพื่อโจทก์จะได้เสียภาษีอากรที่ยังไม่ได้ชำระในส่วนที่ขาดไปสำหรับการนำเข้าครั้งก่อนได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2529 โจทก์ได้นำสินค้าเวชภัณฑ์ คือยาจีนสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 73 หีบ เรือเข้าถึงท่ากรุงเทพฯ วันที่ 15 พฤษภาคม 2529 โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแล้วได้ยื่นใบขนสินค้าให้พนักงานของจำเลยตรวจสอบรับรองตามระเบียบพิธีการศุลกากรเพื่อโจทก์จะได้ชำระภาษีแล้วรับของจากจำเลย แต่พนักงานของจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับใบขนสินค้าของโจทก์เพื่อตรวจสอบและเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย โดยอ้างว่าโจทก์ค้างค่าภาษีอากรสำหรับของที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าเลขที่ 119 - 1868 ซึ่งนำเข้าเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2519 ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นใบขนสินค้าชำระภาษีนำของออกได้ การกระทำของจำเลยขัดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469มาตรา 3 มาตรา 10 มาตรา 10 ทวิ มาตรา 113 และมาตรา 40 ทำให้โจทก์เสียหายจึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้รับปฏิบัติพิธีการศุลกากรตรวจปล่อยส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ให้จำเลยออกคำสั่งยกเว้นค่าเช่าโกดังสำหรับสินค้าตามระเบียบและข้อตกลงที่มีอยู่กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย

จำเลยให้การว่า จำเลยมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรและตามกฎหมายอื่น เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2529จำเลยได้มีคำสั่งให้กองพิธีการและประเมินอากร ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพฯ และด่านศุลกากรต่างๆ ของจำเลยกักของใดๆของโจทก์ซึ่งกำลังผ่านพิธีการศุลกากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา112 เบญจ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ทั้งนี้เพราะเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจพบว่าก่อนคดีนี้โจทก์ได้นำสินค้าอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรและได้สำแดงราคาสินค้าในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เลขที่ 119 - 1868 ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันแท้จริง ทำให้อากรขาดไป ฉะนั้น จำเลยจึงได้กักสินค้าใดๆ ของโจทก์ไว้ในคดีนี้อันเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

โจทก์จะต้องชำระค่าภาษีอากรในส่วนที่ขาดดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงมีสิทธิที่จะปฏิบัติพิธีการศุลกากรในสินค้ารายใหม่ แล้วจำเลยจึงจะตรวจปล่อยสินค้ารายใหม่ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องชำระค่าเช่าโกดังเก็บสินค้าของโจทก์ในระหว่างที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนไม่ชำระอากรส่วนที่ขาดให้จำเลยด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้จำเลยรับปฏิบัติพิธีการศุลกากรปล่อยสินค้าแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่โจทก์จำเลยรับกันว่า โจทก์ได้นำยาจีนสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 73 หีบ เมื่อวันที่ 15พฤษภาคม 2529 โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวแล้วจึงไปยื่นใบขนสินค้าให้พนักงานของจำเลยรับรองตามระเบียบพิธีการศุลกากร เพื่อชำระภาษีและรับของจากจำเลย แต่พนักงานของจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับใบขนสินค้าของโจทก์เพื่อตรวจสอบและเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย โดยอ้างว่า โจทก์ค้างชำระภาษีอากรสำหรับสินค้าที่โจทก์ได้นำเข้ามาตามใบขนเลขที่ 119 - 1868 ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2519 ซึ่งสินค้าของโจทก์ดังกล่าวคือเขากวางอ่อนติดหัวกะโหลกจำนวน 12 หีบห่อ ซึ่งโจทก์ได้ชำระภาษีอากรโดยเสียอากรขาเข้าเป็นเงิน 193,648.68 บาท

ภาษีการค้า 13,692.32 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 1,369.23 บาท ไว้แล้ว ต่อมาภายหลังจำเลยอ้างว่า โจทก์สำแดงราคาขาดไปโจทก์จะต้องเสียภาษีอากรเพิ่มเติมอีกรวมทั้งสิ้น 723,000.43 บาท จำเลยทวงถามแล้ว โจทก์ไม่ยอมชำระ จำเลยจึงมีคำสั่งให้ด่านศุลกากรต่างๆ ของจำเลยกักของใดๆ ของโจทก์ซึ่งกำลังผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2529 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยื่นใบขนสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อนำของออกจากอารักขาศุลกากรอีกจำเลยก็ไม่ยอม คดีมีปัญหาในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยมีอำนาจกักสินค้าของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 112 เบญจ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจกักของในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกค้างชำระค่าอากร

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะจัดเก็บภาษีอากรได้รวดเร็วสมความมุ่งหมายแม้จะไม่ใช่สินค้ารายเดียวกันกับที่ยังค้างชำระค่าอากรอยู่ก็ตาม การที่จำเลยใช้อำนาจกักสินค้าเวชภัณฑ์ยาจีนสำเร็จรูปจำนวน 73 หีบ ของโจทก์ไว้โดยอ้างว่าโจทก์จะต้องชำระภาษีอากรที่จำเลยเรียกเก็บเพิ่มสำหรับสินค้าเขากวางอ่อนติดหัวกะโหลกที่โจทก์ได้นำเข้าเมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2519 และรับของไปแล้วให้จำเลยเสียก่อนจึงจะปล่อยสินค้าตามฟ้องให้โจทก์ จำเลยจึงมีอำนาจทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เบญจ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 13ธันวาคม 2515 ข้อ 15 ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้ารายใหม่ซึ่งได้ชำระราคาแล้วเพื่อให้พนักงานของจำเลยตรวจสอบรับรองตามระเบียบพิธีการศุลกากรเพื่อโจทก์จะได้เสียภาษีอากรตามฟ้องโดยที่โจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีอากรในส่วนที่ขาดไปดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน จำเลยไม่ยอมรับ จึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2566

ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164/2566

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้บัญญัติถึงเรื่องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ตั้งแต่มาตรา 112 สัตต ถึงมาตรา 112 อัฏฐารส ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2565

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2565

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 ยุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2561

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้