Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต้องทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์ กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยไปว่าความให้แก่ จ. ซึ่งฟ้อง ผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ จำเลย เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยฟ้องร้องกันเอง ก่อให้เกิด การแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลย การกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงาน หลายคนของจำเลยต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำของโจทก์ จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบ แบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยตามข้อบังคับของจำเลยด้วย เมื่อโจทก์ กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิลงโทษ โจทก์ได้ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวงพ.ศ. 2501 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยปัจจุบันเป็นนิติกร 8ฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ กรณีโจทก์ได้ร่างคำฟ้องคดีอาญาให้แก่นายจำลอง สังข์เมือง ฟ้องนายสมชาย สอนกลิ่น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายจำลองในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นการสนับสนุนให้พนักงานฟ้องร้องกันเอง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีและอาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่อง ต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานและการบริหารงานของจำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนต้องเสียเวลาในเรื่องนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ใด

ๆ ต่อหน่วยงาน กับเป็นเหตุให้เสียการปกครองบังคับบัญชา จึงเข้าข่ายกระทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ 7(1) และข้อ 7(12) แห่งข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2536โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่า คำสั่งจำเลยที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเสนอลงนามนั้นไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานกล่าวคือ ไม่มีการสืบสวนเพื่อทราบข้อเท็จจริงก่อนตามข้อบังคับข้อ 8 ไม่มีการแจ้งข้อหาหรือคำกล่าวโทษให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหา

ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อหาได้ตามควรแก่กรณี นอกจากนี้การสอบสวนไม่มีการชี้ชัดหรือมีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักเพียงพอที่จะพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เอาเวลาปฏิบัติงานไปทำงานส่วนตัว ถือได้ว่าเป็นการไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามข้อบังคับว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 7(1) และ (4)ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1ตำแหน่งนิติกร 8 ฝ่ายกฎหมาย โจทก์รับเป็นทนายความให้แก่นายจำลองสังข์เมืองหัวหน้าแผนกเครื่องวัดไฟฟ้า กองอุปกรณ์จำหน่าย ฝ่ายแผนผังและอุปกรณ์งานจำหน่ายของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ร่างฟ้องและรับเป็นทนายความให้นายจำลองฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะเห็นว่านายจำลองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายสมชาย เป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งนายสมชาย ที่จำเลยอ้างว่าการกระทำของโจทก์เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคี

อาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานทำให้เสียการปกครองนั้น เป็นเรื่องที่กริ่งเกรงเข้าใจกันไปเอง การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดทางวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1 และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ 7(1)(12)แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พ.ศ. 2533 ที่แก้ไขแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1 และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 7(1) และ (12) หรือไม่ และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้าง ที่จำเลยที่ 1จ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1ไปว่าความให้แก่นายจำลองซึ่งฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องร้องกันเองก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(12) และการกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนของจำเลยที่ 1ต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(1) ด้วย เมื่อโจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(1) และ (12) จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิลงโทษโจทก์ได้ คำสั่งที่จำเลยที่ 1 ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์นั้นชอบด้วยข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · สละ เทศรำพรรณ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้