Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี โดยต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในภาค 3 ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) คดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วว่าจำเลยและ ศ. เป็นจำเลยอุทธรณ์ที่มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลและให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ. ได้ โจทก์มีหน้าที่นำส่งและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ. ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโจทก์ทราบคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ประกอบมาตรา 246

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเลิกสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1183 ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 185,106 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืนในระหว่างการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา และนางศิริวรรณองอาจสกุลเดช ภริยา มาทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่นางศิริวรรณมีกรรมสิทธิ์เพื่อบังคับคดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอ ไม่อนุญาตโจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งสำเนาให้จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดช แก้จะคัดค้านประการใดให้ยื่นภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งภายใน7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์ยื่นต่อศาลภายใน 3 วัน โดยอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับดังกล่าวมีข้อความว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้วและศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์นั้นเอง ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานว่าพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่งนานแล้ว โจทก์มิได้มาดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์และนำส่งหมายแต่อย่างใด โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า เป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์คำคัดค้านคำสั่งภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และโจทก์ทราบคำสั่งของศาลแล้ว

ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีหน้าที่นำส่งและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดชภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทราบคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีต่อมาจนพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลโดยนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเวลานานถึง 15 วัน ถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 สมควรจำหน่ายคดีของโจทก์ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท การพิจารณาชี้ขาดคดีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 170วรรคสอง และมาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เดิมเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ในชั้นบังคับคดี ดังนั้น เมื่อมีการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี จึงเป็นกรณีจะต้องตั้งต้นพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ขึ้นใหม่ในระหว่างคู่ความโดยเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วกระบวนพิจารณาถัดจากนั้นศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีทั้งนี้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในภาค 3ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกล่าวคือ ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ในกรณีของคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วว่า จำเลยและนางศิริวรรณองอาจสกุลเดช เป็นจำเลยอุทธรณ์ที่มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลและให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดช ภายใน 7 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งมานั้นจึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · ชูชาติ ศรีแสง · สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้