Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ส. กับโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีที่จำเลยกับ ก. พิพาทกัน การที่ ส. กับโจทก์ทำสัญญาตกลงออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆให้จำเลยในการดำเนินคดีโดยหวังจะได้ที่ดินพิพาทนั้นเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีข้อตกลงให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ ซึ่ง ส. กับโจทก์คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีนั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) ไม่ใช่สัญญาที่เข้าลักษณะจะซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินบางส่วนกับนางกวย สุนทรชื่น แต่นางกวยผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2533 จำเลยขอให้นายสำรอง สมไพบูลย์

คำฟ้องและคำให้การ

ส. กับโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีที่จำเลยกับ ก. พิพาทกัน การที่ ส. กับโจทก์ทำสัญญาตกลงออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆให้จำเลยในการดำเนินคดีโดยหวังจะได้ที่ดินพิพาทนั้นเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีข้อตกลงให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ ซึ่ง ส. กับโจทก์คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีนั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) ไม่ใช่สัญญาที่เข้าลักษณะจะซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า

จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินบางส่วนกับนางกวย สุนทรชื่น แต่นางกวยผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2533 จำเลยขอให้นายสำรอง สมไพบูลย์ ช่วยหาทนายความและออกเงินค่าจ้างว่าความกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินคดีในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางกวยให้โอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยยอมยกที่ดินที่ชนะคดีให้แก่นายสำรองโดยนายสำรองต้องจ่ายเงิน 60,000 บาท แก่จำเลยเป็นการตอบแทน นายสำรองได้ติดต่อหาทนายความและออกเงินค่าจ้างว่าความกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินคดีให้แก่จำเลยมาโดยตลอด แต่ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายสำรองได้ถึงแก่ความตาย

จำเลยจึงทำสัญญาตกลงให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินคดีแทนนายสำรอง และถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยยอมยกที่ดินที่ชนะคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องจ่ายเงิน60,000 บาท แก่จำเลยเป็นการตอบแทน ต่อมาปี 2538 ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของนางกวยกับพวกจำเลยในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดโดยจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีจำเลยต้องยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยรับเงิน 60,000 บาทจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ด้วยจำเลยให้การว่า สัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย

ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะเป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยและนางกวยเป็นความกัน โดยนายสำรองและโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องในชั้นชี้สองสถานโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่า นายสำรองเป็นเพียงคนรู้จักกับโจทก์โดยนายสำรองกับโจทก์ต่างก็ไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทและโจทก์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทแต่อย่างใดด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดชี้สองสถานและพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สัญญาที่จำเลยทำกับนายสำรองตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นั้น มีข้อตกลงว่า ให้นายสำรองติดต่อว่าจ้างทนายความในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางกวย สุนทรชื่น ให้โอนที่ดินแก่จำเลยตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย โดยนายสำรองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดและเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยชนะคดี จำเลยยอมยกที่ดินพิพาทที่จำเลยฟ้องให้แก่นายสำรองทันทีโดย นายสำรองจะต้องจ่ายเงินจำนวน 60,000 บาท แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นการตอบแทน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสำรองไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีที่จำเลยกับนางกวยพิพาทกัน

กรณีย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่นายสำรองตกลงออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้จำเลยในการดำเนินคดีโดยหวังจะไดที่ดินพิพาทที่จำเลยพิพาทกับนางกวยมาเป็นของนายสำรอง สัญญาที่นายสำรองทำกับจำเลยตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นั้น เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีข้อตกลงให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ ซึ่งนายสำรองคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีนั้น ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) ไม่ใช่เป็นสัญญาที่เข้าลักษณะสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่โจทก์อ้างในฎีกา

ส่วนสัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 นั้น เป็นสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยโดยมีข้อความและเงื่อนไขอย่างเดียวกับสัญญาที่จำเลยทำไว้กับนายสำรองดังกล่าว เหตุที่ทำสัญญากันดังกล่าวเนื่องจากนายสำรองได้ถึงแก่ความตายไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาท จึงเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีที่จำเลยกับนางกวยพิพาทกัน ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์ตกลงออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้จำเลยในการดำเนินคดีชั้นฎีกาก็โดยหวังจะได้ที่ดินพิพาทที่จำเลยพิพาทกับนางกวยมาเป็นของโจทก์ สัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ดังกล่าวเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีข้อตกลงให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ ซึ่งโจทก์คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลคดีนั้นย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เช่นเดียวกัน โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์และให้จำเลยรับเงินจากโจทก์จำนวน60,000 บาท ตามสัญญาหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรูญ แสนภักดี · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้