Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นฎีกาว่า ก่อนจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้จำเลยเคยฟ้องโจทก์มาก่อน ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้พิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้เช่าอาคารพิพาทจากจำเลยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์ในคดีนี้กลับวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เช่าอาคารพิพาทจากจำเลย การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่คณะกรรมการปรับปรุงอาคารพิพาทของโจทก์ผู้ให้เช่ามีมติให้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยผู้เช่า นางย. ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองอาคารของโจทก์ผู้ให้เช่า ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยผู้เช่าไปตามมติดังกล่าวนั้น แม้ในมตินั้นจะไม่ได้ระบุให้นางย.เป็นผู้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยก็ถือได้ว่านางย.บอกเลิกการเช่าแทนโจทก์ผู้ให้เช่าแล้วโดยชอบโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อำนวยการของโจทก์ผู้ให้เช่าต้องมอบอำนาจอีกการเช่าอาคารระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่ากับจำเลยผู้เช่าระงับลงแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ในขณะยื่นฟ้องอาจให้ค่าเช่าได้เพียงเดือนละ 1,000 บาท ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาทดังนี้ การที่จำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายของโจทก์ควรต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยที่ 2 สำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ร่วมสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 สำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยสำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังเป็นจำเลยสำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าอาคารเลขที่ 56 จากโจทก์ที่ 2 ต่อมาเมื่อปี 2521 โจทก์ที่ 1 ได้เช่าช่วงอาคารดังกล่าวเฉพาะชั้นที่ 1 จากจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และได้เปิดประมูลให้เช่าอาคารดังกล่าว โจทก์ที่ 1เป็นผู้ประมูลได้ ได้ครอบครองและใช้ประโยชน์อาคารดังกล่าวในชั้นที่ 1 สำหรับชั้นที่ 2 นั้น จำเลยและบริวารยังไม่ยอมส่งมอบ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 1 และเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหาย

ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากชั้นที่ 2ของอาคารดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกโจทก์ที่ 2เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยเช่าช่วงอาคารดังกล่าวจากจำเลย หากเพียงแต่อาศัยอยู่เพื่อประกอบการชั่วคราวเท่านั้นต่อมาจำเลยต้องใช้อาคารดังกล่าวจึงแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบแต่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมออกไป จำเลยจึงได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 16285/2526 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลงโจทก์ที่ 2 ไม่เคยเปิดประมูลให้เช่าอาคาร โจทก์ที่ 1 ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 1 เป็นคดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้ละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 2 ฟ้องว่า แต่เดิมโจทก์ที่ 2 ได้ให้จำเลยเช่าอาคารพิพาททั้งชั้นที่ 1 และ 2 เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว

จำเลยยังอยู่ในที่เช่าต่อไปก็ให้ถือว่าตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจะบอกกล่าวเป็นหนังสือขอเลิกสัญญาเช่า ต่อมาจำเลยได้ให้โจทก์ที่ 1 เข้าอยู่ครอบครองอาคารพิพาทชั้นที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญาเช่า ประกอบกับสัญญาเช่าได้ครบกำหนดแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน 30 วัน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้จัดให้โจทก์ที่ 1 เช่าอาคารพิพาทดังกล่าวโจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทโดยชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทชั้นที่ 2 และห้ามมิให้เกี่ยวข้องอาคารพิพาทชั้นที่ 1 และที่ 2ต่อไปอีกสำนวนหลังจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 4/56 จากโจทก์ที่ 2 ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังมีผลบังคับอยู่นั้น

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้สมคบกันฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์ที่ 2นำเอาอาคารดังกล่าวไปให้โจทก์ที่ 1 เช่าอีกต่อหนึ่ง การกระทำของโจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยได้มีสิทธิตามสัญญาเช่าที่มีอยู่กับโจทก์ที่ 2 ถูกต้องตามกฎหมายและสัญญาเช่าต่อไป ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 1,580,000 บาท (ที่ถูก1,530,000 บาท) พร้อมด้วยดอกเบี้ยโจทก์ที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 2 รับว่าเคยให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทชั้นที่ 1 และที่ 2 ต่อมาปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า ประกอบกับสัญญาเช่าดังกล่าวหมดอายุการเช่าแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่า แล้วโจทก์ที่ 2 จึงนำอาคารพิพาทเปิดประมูลให้เช่าโจทก์ที่ 1 ประมูลได้

ขอให้ยกฟ้องจำเลยโจทก์ที่ 1 ให้การว่า ไม่ได้สมคบกับโจทก์ที่ 2 เพื่อฉ้อฉลจำเลยจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 1ขอให้ยกฟ้องจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในคดีสำนวนแรกและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากชั้นที่ 2 ของอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท ดังกล่าวคำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้องคดีสำนวนหลังจำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาทั้งสองสำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีสำนวนแรก จำเลยฎีกาข้อแรกว่าก่อนจำเลยถูกโจทก์ฟ้องสำนวนแรก จำเลยเคยฟ้องโจทก์ที่ 1มาก่อนแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16285/2524 ของศาลแพ่งซึ่งในคดีดังกล่าวศาลแพ่งได้พิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 มิได้เช่าอาคารพิพาทจากจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวจึงฟังยุติตามคำพิพากษาฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เช่าอาคารพิพาทจากจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงในคดีสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เช่าอาคารพิพาทจากจำเลยขัดกับข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาฟังไว้ในคดีดังกล่าวข้างต้นนั้นจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกายกขึ้นมาอ้างนี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การบอกเลิกการเช่าของโจทก์ที่ 2ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการปรับปรุงอาคารของโจทก์ที่ 2 มีมติให้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลย นางยุดาซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองอาคารของโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยไปตามมติดังกล่าวนั้น แม้ในมตินั้นจะไม่ได้ระบุให้นางยุดาเป็นผู้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลย ก็ถือได้ว่านางยุดาบอกเลิกการเช่าแทนโจทก์ที่ 2 แล้วโดยชอบโดยปริยายไม่จำเป็นต้องให้ผู้อำนวยการของโจทก์ที่ 2 ต้องมอบอำนาจอีกชั้นหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา การเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยจึงระงับลงแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อกรณีฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยโดยชอบแล้วดังได้วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้นที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟังไม่ขึ้นไปด้วยจำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ควรต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ในขณะยื่นฟ้องอาจให้ค่าเช่าได้เพียงเดือนละ 1,000 บาท ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง จำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1ควรต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้