Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายกับเพื่อนนั่งรอเรืออยู่ที่ท่าน้ำ จำเลยกับ ส. เข้ามาทักทายผู้เสียหายแล้วจำเลยอุ้มผู้เสียหายไป ส. พูดขู่ห้ามไม่ให้เพื่อนผู้เสียหายช่วยแล้ววิ่งตามจำเลยไป จำเลยอุ้มผู้เสียหายไปประมาณ 10 วาก็วางผู้เสียหายลงแล้วกลับบ้านโดยไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องอีก ส่วน ส.ฉุดผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกับ ส. พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร และเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การที่จำเลยวางผู้เสียหายแล้วกลับบ้าน มิใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้เสียหายต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82การกระทำของจำเลยและ ส. ดังกล่าว เป็นการกระทำด้วยความอุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษให้และแม้ จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนแต่ในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธ คดีรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพชั้นสอบสวน จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยฟ้องว่าจำเลยกับพวกหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้หลังจากที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราแล้ว เมื่อฟังได้ดังกล่าวข้างต้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย โดยไม่จำต้องมีการหน่วงเหนี่ยวกักขัง ณ ที่ใดอีก จึงเป็นการลงโทษจำเลยนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม มาตรา 185

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำผิดหลายกรรมต่างกันคือ ร่วมกันพรากนางสาวสายัน ผู้เยาว์อายุ 17 ปี ไปจากผู้ปกครองโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย กรมหนึ่ง ร่วมกันมีอาวุธปืนใช้ในการกระทำผิด ข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสายัน ซึ่งมิใช่ภรรยาของจำเลยทั้งสองกับพวกโดยใช้มือบีบคอและขู่เข็ญบังคับมิให้ขัดขืน กรรมหนึ่ง และภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสายันแล้ว ยังได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวสายันไว้ที่บ้านพักของผู้มีชื่อ ทำให้นางสาวสายันปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อีกกรรมหนึ่ง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนให้มีการข่มขืนกระทำชำเรา แต่ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนให้มีการข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทหนัก

ฯลฯจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังแต่ให้รอการลงโทษ กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า สำหรับคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ4 นาฬิกา ขณะที่นางสาวสายัน ผลสาลี่ ผู้เสียหายกับเพื่อนอีก 3 คนนั่งรอเรือที่จะโดยสารกลับบ้านอยู่ที่ศาลาท่าน้ำวัดไก่เตี้ย จำเลยที่ 1 ผู้เดียวเข้ามาทักทายผู้เสียหายแล้วกลับไป ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับมาอีกพร้อมนายสมศักดิ์ ไวทยเมธีจำเลยที่ 1 ทักทายผู้เสียหายแล้วเข้าอุ้มผู้เสียหายพาไปทางด้านหลังโรงเรียนวัดไก่เตี้ย โดยนายสมศักดิ์

ไวทยเมธี พูดขู่ห้ามไม่ให้เพื่อนของผู้เสียหายเข้ามาช่วยแล้ววิ่งตามจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 อุ้มผู้เสียหายไปประมาณ 10 วาก็วางผู้เสียหายลงแล้วกลับบ้าน ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีก ต่อจากนั้นนายสมศักดิ์ ไวทยเมธี ได้ฉุดผู้เสียหายไปอีกประมาณ 3 เส้นแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในการอุ้มผู้เสียหายไปประมาณ 10 วา แล้ววางผู้เสียหายลงและไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีกนั้น เป็นการร่วมกับนายสมศักดิ์ ไวทยเมธี พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276ประกอบด้วยมาตรา 86 การที่จำเลยที่ 1 หยุดการกระทำของตน โดยวางผู้เสียหายลงแล้วกลับบ้านจึงมิใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้เสียหายต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1และนายสมศักดิ์ ไวทยเมธี กระทำการด้วยความอุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองโดยจำเลยที่ 1 อุ้มผู้เสียหายไปต่อหน้าเพื่อนของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยถึง 3 คน ตามพฤติการณ์และสภาพแห่งความผิดไม่มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ในชั้นศาลจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและอ้างว่าได้ให้การในชั้นสอบสวนเพียงว่าจำเลยที่ 1 ไปพบผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ทำอะไร

ทั้งยังบ่ายเบี่ยงว่านายสมศักดิ์ ไวทยเมธีเป็นผู้เข้าไปอุ้มผู้เสียหายแล้วผลักผู้เสียหายมาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นความจริงโจทก์มีพยานหลักฐานแน่นหนามั่นคงโดยมีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 4 ปาก คดีรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แต่ที่ฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ที่บ้านของผู้มีชื่อทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ภายหลังจากที่ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่อุ้มผู้เสียหายไปประมาณ10 วาแล้ววางผู้เสียหายลงและไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีก

พฤติการณ์หลังจากนั้นเป็นการกระทำของนายสมศักดิ์ ไวทยเมธี ผู้เดียวที่ฉุดผู้เสียหายต่อไปอีกเป็นระยะห่างไกลถึง 3 เส้น แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปกักขังไว้ที่บ้านญาติของตน โดยจำเลยที่ 1 มิได้ตามไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องและข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 อุ้มผู้เสียหายไปประมาณ 10 วา ย่อมเป็นการกระทำที่ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง

ณ ที่ใดอีก จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามมาตรา 310 นั้น เป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2522 มาตรา 5 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิติ บูรพรรณ์ · ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประสม ศรีเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้