Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6985/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญตาม ป.วิ.พ. มาตรา 130 นั้น อาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้อง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องให้ศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา ศาลย่อมรับฟังความเห็นเป็นหนังสือของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 165,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 226,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 165,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 165,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤษภาคม 2545) ต้องไม่เกิน 61,875 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 165,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน แล้วยังไม่ได้นำต้นเงินและดอกเบี้ยไปชำระแก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวทองล้วน น้องสาวโจทก์เบิกความได้ความตรงกันว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันทำที่บ้านของจำเลยทั้งสอง ขณะทำสัญญามีจำเลยทั้งสองกับโจทก์และน้องสาวของโจทก์อยู่ด้วยกัน 4 คน จำเลยที่ 1 เป็นคนเขียนสัญญากู้ยืมเงินแล้วลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้ให้กู้ มีนางสาวทองล้วนและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

จำเลยที่ 1 เป็นคนเขียนสัญญาค้ำประกัน หลังจากเขียนแล้วก็เรียกจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดามาลงลายมือชื่อ แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 2 ชื่อลงไว้ในช่องพยานของสัญญากู้ยืมเงินและในช่องผู้ค้ำประกันของสัญญาค้ำประกัน มีสีน้ำหมึกเป็นสีน้ำเงินที่จางและเส้นน้ำหมึกที่เล็กกว่าสีน้ำหมึกและเส้นน้ำหมึกของลายมือชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางทองล้วนรวมทั้งข้อความอื่นในสัญญา บ่งชี้ให้เห็นชัดว่าเป็นการใช้ปากกาคนละด้ามกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีน้ำหมึกของลายมือชื่อจำเลยที่ 2 กับนายสนั่น สามีของจำเลยที่ 1 ในสัญญาทั้งสองฉบับเป็นสีเดียวกันและข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า

ขณะทำสัญญาสามีของจำเลยที่ 1 และสามีของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่บ้าน เพราะออกไปทำงานนอกบ้านแสดงว่าในสัญญาทั้งสองฉบับที่มีชื่อนายสนั่นและนายดำ เป็นพยานนั้นเป็นการมาลงลายมือชื่อกันในภายหลัง จึงน่าเชื่อว่าได้มีการนำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันมาลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในภายหลังเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินและได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันในวันเดียวกันหลังจากที่จำเลยที่ 1 เขียนสัญญาเสร็จ จึงมีพิรุธไม่น่ารับฟังประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ทั้งในชั้นพิจารณาก็ได้ขอส่งเอกสารดังกล่าวพร้อมตัวอย่างลายมือชื่อที่เขียนขึ้นต่อหน้าศาลไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบยังกองพิสูจน์หลักฐาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญก็ลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานการตรวจพิสูจน์พร้อมภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งศาลฎีกาได้นำมาพิจารณาดูแล้วก็เห็นด้วยกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2

ที่โจทก์ฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญไม่มีการนำลายมือชื่อที่เขียนโดยปกติในระยะเวลาใกล้เคียงกับวันทำสัญญาส่งไปตรวจพิสูจน์ จำเลยที่ 2 อาจลงตัวอย่างลายมือชื่อให้ผิดเพี้ยนแปลกไปจากเดิมที่เคยลงลายมือชื่อไว้ได้ และผู้เชี่ยวชาญก็มิได้รู้เห็นการทำสัญญาค้ำประกัน เป็นเพียงพยานผู้ให้ความเห็นตามหลักวิชาการต่อศาล มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีแทนศาล ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความให้โจทก์ได้มีโอกาสถามค้าน จึงไม่อาจรับฟังได้มากไปกว่าพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ในการส่งตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลย ที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบนั้นได้ให้จำเลยที่ 2 ลงตัวอย่างลายมือชื่อไว้ถึง 6 หน้ากระดาษ ซึ่งย่อมเป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อให้ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้เหมือนกันโดยตลอดทุกแผ่น

ทั้งในคดีนี้ศาลฎีกาก็มิได้ถือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์มาตัดสินเป็นข้อแพ้ชนะเสียทีเดียว แต่ได้นำเอาความคิดเห็นตามหลักวิชาการของผู้เชี่ยวชาญมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ทั้งยังได้นำตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 กับลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันที่ลงไว้ในสัญญาค้ำประกันมาตรวจเปรียบเทียบดูด้วยตาเปล่า ซึ่งก็เห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกันอีกด้วย ส่วนการแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 ก็บัญญัติให้ผู้เชี่ยวชาญอาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องดังนี้เมื่อไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องให้ศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา

ศาลย่อมรับฟังความเห็นเป็นหนังสือของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้ มิใช่เรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญาค้ำประกันมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้