Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อุทกภัยตัดถนนในเขตเทศบาลจำเลยขาดก่อนที่ผู้ตายจะขับ รถจักรยานยนต์มาตกลงไปในช่วงที่ถนนขาดถึงแก่ความตายเป็นเวลา หลายเดือนแล้ว จำเลยมีโอกาสติดป้ายแสดงทางเบี่ยง จัดหา สิ่งกีดขวางใหญ่ ๆ มองได้ชัดในเวลากลางคืนมากีดขวางถนนไว้และ ต้องจัดการติดตั้งสัญญาณไฟเพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนขาดเป็นการเตือนว่าจะเป็นอันตรายผู้สัญจรผ่านไปมาจะต้องระมัดระวัง แต่จำเลยไม่ทำ เป็นการละเว้นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ และกรณีไม่ได้เกิดเพราะเหตุสุดวิสัย ค่าปลงศพผู้ตายเป็นค่าสินไหมทดแทนซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ทำละเมิดต้องจ่าย โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายมีหน้าที่จัดการศพผู้ตายไม่ว่าจะทำเองหรือมีผู้อื่นทำแทน หรือโจทก์จะได้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพด้วยตนเองหรือไม่ จำเลยก็ต้องรับผิดจ่ายค่าปลงศพแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาของนายวิชัย พิจารณ์และเป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเกิดกับนายวิชัย จำเลยเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 เวลา 23.30 นาฬิกาถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2532 เวลา 1.24 นาฬิกา นายวิชัยขับรถจักรยานยนต์ให้โจทก์ที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปโรงพยาบาลบ้านนาสารเพื่อคลอดบุตร แล้วนายวิชัยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านมาตามถนนห้วยมุดจนถึงที่เกิดเหตุถนนขาดเนื่องจากถูกกระแสน้ำพัดเป็นเหตุให้รถคันที่นายวิชัยขับตกลงไปกระแทกกับท่อระบายน้ำซีเมนต์ที่จำเลยนำมาวางไว้และนายวิชัยได้รับอันตรายคอหักถึงแก่ความตาย ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่ซ่อมแซมถนนช่วงที่ขาดซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยในเวลาอันสมควรไม่จัดให้มีแสงสว่างไฟฟ้า

ไม่จัดให้มีเครื่องหมายจราจรไม่จัดให้มีป้ายแสดงทางเบี่ยง ไม่จัดให้มีสิ่งกีดกั้นเพื่อป้องกันเตือนภัยแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะ การกระทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือโจทก์ที่ 1 ต้องขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากนายวิชัยสามีซึ่งมีอาชีพรับราชการ และขณะนายวิชัยตายมีอายุ 27 ปี โจทก์ที่ 1 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ3,000 บาท รวม 40 ปี เป็นเงิน 1,440,000 บาท ค่าขาดแรงงานในขณะที่นายวิชัยยังมีชีวิตอยู่ได้ช่วยเหลือโจทก์ที่ 1 ทำงานบ้าน โจทก์ที่ 1 ขอเรียกค่าขาดแรงงานเดือนละ 600 บาทเป็นเวลา 40 ปี เป็นเงิน 288,000 บาท ค่าปลงศพนายวิชัยตามประเพณีเป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ที่ 1 จำนวน 1,748,000 บาท

โจทก์ที่ 2 ขาดไร้อุปการะจากนายวิชัยบิดาซึ่งขณะนายวิชัยตาย โจทก์ที่ 2 มีอายุ 1 วันโจทก์ที่ 2 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 20 ปี โดยระยะ5 ปีแรก ขอเรียกเดือนละ 600 บาท เป็นเงิน 36,000 บาทระยะ 15 ปีหลัง ขอเรียกเดือนละ 2,000 บาท เป็นเงิน 360,000 บาทรวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 396,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยของเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันละเมิดจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,764,387.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 1,748,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 399,712.50 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 396,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เสร็จจำเลยให้การว่า การที่กระแสน้ำทำให้ถนนที่เกิดเหตุขาดเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการปลงศพนายวิชัยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน533,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 533,000 บาทและต้นเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับนับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินแก่โจทก์แล้วเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 485,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532ไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเขตเทศบาลจำเลย เป็นเหตุให้ถนนห้วยมุดซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยถูกกระแสน้ำพัดขาดยาวประมาณ 10 เมตร กว้างประมาณ 8 เมตร ลึกประมาณ 1.50 เมตร หลังจากน้ำลดจำเลยได้ขอให้บริษัททรัพยากรไทยพัฒนา จำกัด ทำทางเบี่ยงบริเวณที่ถนนขาดเพื่อให้ประชาชนเดินทางสัญจรผ่านไปมาได้ แต่ถนนที่ขาดยังไม่ได้ซ่อมจนถึงวันเกิดเหตุ

นายวิชัยผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาและตกลงไปตรงถนนช่วงที่ขาดซึ่งมีท่อระบายน้ำซีเมนต์ที่จำเลยนำมาวางไว้และยังไม่ได้กลบเป็นเหตุให้ผู้ตายคอหักถึงแก่ความตาย คดีนี้ในส่วนความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จำเลยฎีการวมกับความรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยมิได้ประมาทเลินเล่อ ค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ที่ 2 จำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 คดีคงมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับความรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่ โจทก์มีนายสมัยพิจารณ์ บิดาผู้ตายและนายประจวบ แย้มแก้ว เป็นพยานโดยนายประจวบเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 24 นาฬิกามีคนมาบอกนายประจวบว่าผู้ตายขับรถตกถนนขอให้นายประจวบไปช่วยเหลือนายประจวบจึงไปบอกนายสมัยแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุถนนช่วงที่ขาดมีสภาพมืดเป็นหลุม นายประจวบฉายไฟฉายดูถนนช่วงที่ขาดเห็นรถจักรยานยนต์และผู้ตายนอนอยู่ข้างท่อระบายน้ำซีเมนต์ได้เข้าไปประคองผู้ตาย พอดีขณะนั้นนายสมัยมาถึงจึงได้พากันนำผู้ตายไปโรงพยาบาลบ้านนาสารและนายสมัยเบิกความว่า

เมื่อทราบเหตุจากนายประจวบแล้วนายสมัยจัดหารถยนต์กระบะได้แล้วไปยังที่เกิดเหตุพบนายประจวบกำลังอุ้มผู้ตายจึงได้ช่วยกันนำผู้ตายขึ้นรถยนต์และพาไปโรงพยาบาลบ้านนาสาร บริเวณถนนช่วงที่ขาดมีทางเบี่ยงไม่มีเครื่องหมายบอกทางเบี่ยง ไม่มีเครื่องหมายปิดกั้นถนนและไม่มีแสงไฟส่องให้เห็น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตรงกัน ภาพถ่ายหมาย จ.12 ก็ไม่มีเครื่องหมายแสดงทางเบี่ยงมีท่อนไม้ขวางกั้นไว้แต่ก็เป็นท่อนไม้เล็ก ๆ มองในเวลากลางคืนน่าจะไม่ชัดเจน นอกจากจะเห็นในระยะใกล้ ๆ และไม่มีเครื่องหมายจราจรหรือดวงไฟเพื่อให้แสงสว่างบอกสัญญาณว่าถนนขาดหรือมีอันตรายนายนุกูล เวียงวีระ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจำเลยเบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า

มีแสงสว่างจากไฟฟ้าริมรั้วบริษัททรัพยากรไทยพัฒนา จำกัด ซึ่งข้างถนนที่เกิดเหตุเท่านั้นแต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายพรชัย เกตุเล็ก ผู้จัดการบริษัททรัพยากรไทยพัฒนา จำกัด ว่า ริมรั้วบริษัทด้านข้างที่ติดถนนห้วยมุดซึ่งเป็นที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าติดหลอดไฟแสงจันทร์5 ต้น เว้นระยะห่างกันประมาณต้นละ 20 เมตร เสาไฟต้นที่ใกล้ถนนตรงที่เกิดเหตุที่สุดห่างกันประมาณ 10 เมตร แสดงว่าแสงสว่างไม่อาจส่องไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุจนสามารถมองเห็นที่เกิดเหตุได้ชัด และไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานทั้งสองว่า จำเลยได้ติดตั้งสัญญาณไฟเตือนหรือให้แสงสว่างบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาตกลงไปในถนนช่วงที่ขาดที่จำเลยอ้างว่ามีป้ายบอกทางเบี่ยงนั้น

หากมีจริงจำเลยก็น่าจะถ่ายภาพมาแสดงต่อศาล ดังนั้น ตามพฤติการณ์ต่าง ๆดังกล่าวข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีป้ายแสดงทางเบี่ยง มีท่อนไม้ขวางกั้นไว้ก็เป็นท่อนไม้เล็ก ๆ มองเห็นในเวลากลางคืนไม่ชัดและไม่มีการติดตั้งสัญญาณไฟเตือนหรือให้แสงสว่างบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นตรงบริเวณถนนช่วงที่ขาด การละเว้นการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ตกลงไปในถนนช่วงที่ขาดจนคอหักถึงแก่ความตายจึงเกิดการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ถนนถูกตัดขาดเป็นผลโดยตรงจากอุทกภัยอันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่าอุทกภัยตัดถนนขาดเกิดมาก่อนเหตุคดีนี้เป็นเวลาหลายเดือนแล้วจำเลยมีโอกาสติดป้ายแสดงทางเบี่ยง จัดหาสิ่งกีดขวางใหญ่ ๆมองได้ชัดในเวลากลางคืนมากีดขวางถนนไว้และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องจัดการติดตั้งสัญญาณไฟเพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนขาดเป็นการเตือนว่าจะเป็นอันตรายผู้สัญจรผ่านไปมาจะต้องระมัดระวัง แต่จำเลยก็หาได้ทำไม่ ทั้งปรากฏว่าหลังเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยได้ซ่อมถนนช่วงที่ขาดเสร็จสิ้นเพียงวันเดียว ซึ่งจำเลยควรทำก่อนแล้วแต่ไม่ทำกรณีที่จำเลยไม่ทำจึงไม่ได้เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า

โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการปลงศพของผู้ตาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 443 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้นค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย" เห็นได้ว่า ค่าปลงศพผู้ตายเป็นค่าสินไหมทดแทนซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ทำละเมิดต้องจ่าย โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทของผู้ตายมีหน้าที่จัดการศพผู้ตายไม่ว่าจะทำเอง หรือมีผู้อื่นทำแทน หรือโจทก์ทั้งสองจะได้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพด้วยตนเองหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปลงศพผู้ตายแก่โจทก์ทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญศรี กอบบุญ · สละ เทศรำพรรณ · โกษา ปิยสิรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้