คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันต่อสู้และขัดขวางจ่าสิบตำรวจเสน ขันทอง กับพวกมิให้เข้าทำการจับกุมการเล่นการพนันซึ่งจำเลยกับพวกกำลังเล่นกันอยู่บนบ้านผู้มีชื่ออันเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และจำเลยนี้กับพวกยังได้ใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจเสน ขันทอง ตามบริเวณร่างกายหลายครั้งด้วยเจตนาฆ่าจ่าสิบตำรวจเสน ขันทอง ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย แต่ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 138, 83, 80
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกระทำผิดฐานต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138, 83, 289, 80
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า แม้การกระทำของจำเลยกับพวกจะเป็นความผิดซึ่งหน้าแต่ก็ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง การจับกุมจำเลยของจ่าสิบตำรวจเสนกับพวกกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน แต่ไม่ปรากฏว่าตำรวจได้ทำร้ายจำเลยก่อน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำไปเพื่อป้องกันตัวและฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่า แต่จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายจ่าสิบตำรวจเสน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) เท่านั้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง ขอให้ลงโทษไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า
คืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทเอนกได้ทราบว่าที่บ้านราษฎรคนหนึ่งชื่อนายเจริญมีผู้ลักลอบเล่นการพนันโดยผิดกฎหมายจึงสั่งให้ร้อยตำรวจตรีพัลลภกับพวกรวมทั้งจ่าสิบตำรวจเสน ขันทองผู้เสียหายไปทำการจับกุม ตำรวจดังกล่าวทุกคนแต่งเครื่องแบบ ไปถึงบ้านที่เกิดเหตุ ได้พากันแอบดูเห็นมีคนประมาณ 50 คนอยู่บนบ้านที่เกิดเหตุ ทั้งที่ได้เล่นและมิได้เล่นการพนัน จึงพากันขึ้นไปจับกุมผู้เล่นการพนันบนบ้านนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้เล่นคนหนึ่งได้ใช้มีดแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจเสนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บตามฟ้อง ข้อวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า กรณีอย่างนี้เป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ อันความผิดซึ่งหน้านั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80 บัญญัติว่าได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำความผิดมาแล้วสด
ๆ คดีนี้ ตำรวจผู้จับได้ไปแอบดูเห็นบุคคลหลายคนกำลังเล่นการพนันกันอยู่ที่บนเรือนนายเจริญ กรณีดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นความผิดซึ่งหน้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว เมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้า แม้ที่เกิดเหตุจะอยู่บนเรือนนายเจริญอันเป็นที่รโหฐาน หากเหตุเกิดในเวลากลางวัน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจย่อมมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ หมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81(1) และมาตรา 92(2)แต่คดีนี้เหตุเกิดในเวลากลางคืน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ตามมาตรา 96(2) ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุมีคนบนเรือนประมาณ 50 คน
ทั้งที่กำลังเล่นการพนันและมิได้เล่นการพนัน จึงเป็นที่เห็นได้ว่า ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไปโดยไม่จับทันที ก็อาจจับผู้กระทำความผิดไม่ได้เลยเพราะผู้คนปนเปกันอยู่มาก ทั้งบรรดาพยานหลักฐานต่าง ๆ ก็อาจสูญหายหรือถูกทำลายไปหมด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามมาตรา 96(2) แล้ว พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจึงมีอำนาจจับในที่รโหฐานในเวลากลางคืนได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหมายค้น ส่วนข้อที่ว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจเสนเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จะมีความผิดตามฟ้องของโจทก์ หรือเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายดังจำเลยฎีกานั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงจ่าสิบตำรวจเสนเป็นบาดแผลที่หน้าท้องและที่ไหล่ขวารวมสองแห่งรักษาประมาณ 21 วันหาย ที่จำเลยใช้มีดแทงจ่าสิบตำรวจเสนนั้นเพราะจ่าสิบตำรวจเสนวิ่งเข้าไปจับข้อมือจำเลย จำเลยสะบัดหลุดเพื่อไม่ให้จับกุม แล้วจ่าสิบตำรวจเสนใช้ปืนตีศีรษะจำเลยโดยแรงก่อนจนจำเลยล้มลงไปในขณะที่ตำรวจอื่นกลุ้มรุมทำร้ายจำเลยด้วย แม้จ่าสิบตำรวจเสนกับพวกจะมีอำนาจจับจำเลยได้ แต่การใช้วิธีจับกุมดังกล่าวมานี้เป็นการใช้วิธีจับที่รุนแรงเกินความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่อง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 วรรค 2 เพราะจำเลยเพียงสะบัดข้อมือให้หลุดจากมือของจ่าสิบตำรวจเสนเท่านั้น การจับของจ่าสิบตำรวจเสนดังนี้จึงเป็นการใช้วิธีจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยจึงชอบที่จะป้องกันสิทธิของจำเลยให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากจับโดยใช้วิธีการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนี้ได้
ไม่เป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานตามฟ้อง จำเลยใช้มีดขนาดเล็กแทงจ่าสิบตำรวจเสนถูกในที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญของร่างกาย ในขณะที่จ่าสิบตำรวจเสนเข้าทำร้ายจำเลย โดยมีตำรวจอีกหลายคนกลุ้มรุมเข้ามาเหตุการณ์กำลังชุลมุนสับสน อาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าจำเลยจะถูกจ่าสิบตำรวจเสนและตำรวจอื่นทำร้ายเอาอีก การที่จำเลยแทงไปเพียงเท่าที่กล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุ ไม่มีความผิด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป