Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน 223 ห้อง ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าราคาตลาดของห้องชุดดังกล่าวในวันที่มีการโอนมีราคาเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนจึงเหมาะสมและชอบด้วยประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ (4)แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1005300/2/100405 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ค.ค.80) เลขที่ 1005300/4/104419 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชี 2534 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2542 และภาษีการค้าเดือนธันวาคม2534 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2542จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สร้างอาคารชุดจำหน่ายที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รวม 2 โครงการ โครงการที่ 1 ชื่อ อาคารชุดชมดอยคอนโดเต็ล เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2532 เป็นอาคารสูง 13 ชั้น แบ่งเป็นห้องชุด 455 ห้อง เมื่อสร้างอาคารชุดเสร็จแล้ว มีการประเมินราคาห้องชุดแต่ละห้องไว้และจดทะเบียนอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด ราคาประเมินที่กำหนดนี้เป็นราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อใช้ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ของทางราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2534 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อไปทั้งสิ้น 361 ห้อง โดยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าแล้ว

ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2536 จำเลยมีหนังสือเรียกตรวจสอบโจทก์และประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1005300/2/100405 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน4,777,867 บาท และภาษีการค้าสำหรับเดือนธันวาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งการค้าที่ 1005300/4/104419 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน 1,697,411 บาท รวมเป็นเงิน6,475,278 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเบี้ยปรับเงินเพิ่มลงคงเรียกเก็บเป็นเงิน 4,657,409.12 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/320/2542 และลดภาษีการค้า เบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นลงคงเรียกเก็บเป็นเงิน 1,628,961.15 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/321/2542

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินเป็นราคาตลาดในการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์โดยถือว่าโจทก์ขายห้องชุดพิพาทตามฟ้องได้ในราคาดังกล่าวนั้นขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติเช่นนั้นและราคาดังกล่าวก็ไม่ใช่ราคาตลาด การจะใช้ราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)ต้องปรากฏว่าผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีไม่ได้ลงราคาหรือลงราคาไว้ไม่เหมาะสม เมื่อโจทก์ลงราคาจริงตรงกับราคาตามสัญญาที่โจทก์ขายห้องชุดให้ลูกค้าและพิสูจน์ได้จึงไม่มีเหตุต้องนำราคาตลาดมาพิจารณา

ทั้งโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดจำหน่ายแก่คนทั่วไปเป็นจำนวนมากโดยมีการกำหนดราคาขายแจ้งให้แก่บุคคลทั่วไปทราบ ซึ่งราคาขายห้องชุดที่กำหนดนี้จะตรงกับราคาสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์ทำกับลูกค้าและถือเป็นราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) การที่โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามราคาประเมินของกรมที่ดินเพราะหากโต้แย้งก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้และลูกค้าก็จะไม่ยอมจ่ายเงินส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ให้โจทก์ หาใช่โจทก์ยินยอมหรือยอมรับราคาดังกล่าวไม่ นายคงวุฒิ รุ่งพรชัย กรรมการโจทก์ไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน จึงไม่ทราบว่าขณะจดทะเบียนมีการกำหนดราคาประเมินอย่างไร ต่อมาเมื่อจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากโจทก์นายคงวุฒิจึงทราบถึงการกำหนดราคาประเมินแต่ไม่อาจโต้แย้งได้เพราะล่วงเลยเวลาแล้ว

เห็นว่าข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและในปี 2534โจทก์ขายห้องชุดให้ผู้ซื้อไปจำนวนมากถึง 361 ห้อง ตามราคาขายในสัญญาจะซื้อจะขายราคาขายดังกล่าวจึงถือเป็นราคาตลาดนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบได้ความตรงกันว่าห้องชุดที่โจทก์ขายไปและถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มในคดีนี้จำนวน 223 ห้องตามตารางเปรียบเทียบราคาขายเอกสารหมาย ล.6 หน้า 256 ถึง 269 การทำสัญญาจะซื้อจะขายได้ระบุราคาห้องชุดไว้ในสัญญา แต่ปรากฏว่ายังมีราคาขายห้องชุดที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายตามแบบ อช.16 ซึ่งโจทก์ทำกับผู้ซื้อรายเดียวกันในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีกราคาหนึ่ง ซึ่งส่วนมากมีราคาสูงกว่าราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายและยังมีราคาประเมินของทางราชการซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินนำมาใช้สำหรับคำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนระบุไว้อีกราคาหนึ่งซึ่งสูงกว่าราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายและโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามราคาประเมินของห้องชุดที่ทางราชการกำหนดไว้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวในราคาใด และราคาห้องชุดที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์ทำไว้กับผู้ซื้อเป็นราคาตลาดดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างและมีหน้าที่นำสืบ แต่ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้ศาลรับฟังได้ว่าราคาขายห้องชุดและราคาตลาดเป็นดังที่โจทก์อ้าง และข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน 223 ห้องนี้ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายตามแบบ อช.16 เป็นส่วนมาก ซึ่งโจทก์ใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ และยังต่ำกว่าประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ขายดังกล่าวด้วย โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงสาเหตุว่ามีเหตุสมควรอย่างไรจึงขายห้องชุดจำนวน 223 ห้องนี้ไปในราคาต่ำกว่าราคาประเมินของทางราชการซึ่งเป็นราคาที่โจทก์เองยอมให้ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และยอมชำระค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินดังกล่าว

ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์เองว่ายังมีห้องชุดอีกจำนวน 138 ห้อง ของอาคารเดียวกันที่โจทก์ขายไปในปีเดียวกันได้ราคาสูงกว่าราคาประเมินของทางราชการและเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ดังนั้น การที่โจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน223 ห้อง ในราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการขายในราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าราคาตลาดของห้องชุดดังกล่าวในวันที่มีการโอนมีราคาเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนจึงเหมาะสมและชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) แล้ว

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบแล้วส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีการค้า รวมทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่มสำหรับรายรับจากการขายห้องชุดจำนวน 9 ห้อง ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยยอมให้ถือเอาราคาขายห้องชุดตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายเป็นรายรับได้เพราะโจทก์มีหนังสือยืนยันราคาจากผู้ซื้อมายืนยันตรงกันนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจเฉพาะกรณีเท่านั้นไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินข้างต้นไม่ชอบได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศุภชัย ภู่งาม · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้