Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6951/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานโจทก์ที่รู้เห็นและเป็นพยานในคดีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่จับกุมและปราบปรามการกระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ของตน หากเบิกความบิดเบือนจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดและได้รับโทษ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามสัตย์จริงส่วนการมีสายลับมาช่วยในการล่อซื้อด้วยเป็นแต่เพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการสืบหาพยานหลักฐาน ตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมพร้อมด้วยพยานหลักฐาน แม้จะไม่นำตัวสายลับมาสืบเนื่องจากเพื่อประโยชน์แก่ราชการในภายหน้าหรือเพื่อความปลอดภัยของสายลับ ก็รับฟังพยานบุคคลและของกลางที่เกี่ยวข้องกับสายลับนั้นได้ว่ามีสายลับช่วยในการล่อซื้อจริงพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ริบเฮโรอีนของกลาง และริบรถยนต์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนอันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ประหารชีวิต

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุก 30 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 4 ตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนและรถยนต์ของกลาง โดยให้รถยนต์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 อีกบทด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป พยานโจทก์ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดมีพันตำรวจโทอวยพร จินตกานนท์ หัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือ นำสืบได้ความตามลำดับว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2534 ได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจธวิทย์ภักดี ปลอมตัวเป็นลูกน้องของผู้ซื้อเฮโรอีนรายใหญ่จากกรุงเทพมหานคร ไปพบจำเลยที่ 4 กับพวกที่ศาลาที่พักผู้โดยสารริมถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง ตรงข้ามศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ โดยไปกับสายลับ 1 คน ในวันนั้นพยานได้ไปซุ่มดูเหตุการณ์และถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย

จ.1 แล้ว จ่าสิบตำรวจธวิทย์ได้มาแจ้งให้พยานทราบว่าได้มีการพูดคุยกับจำเลยที่ 4 ถึงการซื้อขายเฮโรอีน จำนวน 20 ตัว โดยจำเลยที่ 4 จะขายให้ราคาตัวละ 80,000 บาท แต่ตกลงซื้อขายกันไม่สำเร็จเนื่องจากจำเลยที่ 4 ต้องการเงิน 1,600,000 บาท ล่วงหน้า ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2534 เวลาประมาณ 12 นาฬิกาพยานได้ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อเฮโรอีนโดยเป็นลูกพี่ของจ่าสิบตำรวจธวิทย์พร้อมกับสายลับได้ไปพบจำเลยที่ 4 กับพวกที่เต็นท์ตรวจสภาพรถยนต์ของสถานีขนส่งเชียงใหม่ 2(สถานีขนส่งอาเขต) พยานได้เจรจาซื้อขายเฮโรอีนกับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 จะขายในราคาตัวละ 80,000 บาท ขอเงินล่วงหน้าครึ่งหนึ่งก่อนเมื่อเอาเฮโรอีนมาส่งให้ก็จะรับเงินส่วนที่เหลือด้วย แต่พยานไม่ตกลง และได้เสนอเงื่อนไขใหม่ว่าให้จำเลยที่ 4 ตรวจนับเงินให้ครบถ้วนก่อน และเมื่อนำเฮโรอีนมาส่งให้แล้วจึงค่อยรับเงินไปทั้งหมด แต่จำเลยที่ 4 ไม่ยอมตกลงด้วย ในการเจรจาครั้งนี้พยานได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจธวิทย์ซุ่มดูและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย

จ.2 หลังจากนั้นก็มิได้ติดต่อกับจำเลยที่ 4 อีก จนกระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม 2536 ได้มีสายลับมาแจ้งให้พยานไปพบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขายเฮโรอีนด้วย สายลับได้แจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้แนะนำให้สายลับรู้จักกับจำเลยที่ 1 แล้วสายลับได้พาพยานไปพบกับจำเลยที่ 1 และชายไม่ทราบชื่ออีกคนหนึ่งที่บริเวณร้านอาหารสถานีขนส่งอาเขต ได้เจรจาซื้อขายเฮโรอีนกับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 เสนอขาย 16 ตัว ราคาตัวละ 100,000 บาท พยานได้ต่อรองเหลือตัวละ90,000 บาท โดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะตรวจนับเงินค่าเฮโรอีนจากพยานก่อน เมื่อถูกต้องแล้วจะยังไม่รับเงินไป แต่จะให้คนของพยานขับรถตามรถของจำเลยที่ 1 ไปรับเฮโรอีน เมื่อได้เฮโรอีนแล้วจึงจะกลับมารับเงิน

ส่วนวันเวลาที่ส่งมอบเฮโรอีนกันจะกำหนดขึ้นในภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและบอกผ่านมาทางสายลับ หลังจากเจรจาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวคันหมายเลขทะเบียนท-0691 เชียงใหม่ ไป ในการเจรจาครั้งนี้พยานได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจสรลักษณ์สังข์ศรี ซุ่มดูและถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และสายลับได้แจ้งความเคลื่อนไหวของจำเลยที่ 1 กับพวกให้พยานทราบเป็นระยะ ๆ ว่า จำเลยที่ 1 กำลังรวบรวมเฮโรอีนมาขายให้ ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2536 สายลับได้โทรศัพท์มาแจ้งให้พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเฮโรอีนมาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะนำมาขายให้แก่พยาน จำเลยที่ 1 ขอให้พยานไปพบเจ้าของเฮโรอีน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2536 เวลา 10 นาฬิกาที่ร้านอาหารสถานีขนส่งอาเขต เพื่อตกลงรายละเอียดวันเวลาส่งมอบให้แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง

ครั้นถึงเวลานัดพยานและจ่าสิบตำรวจธวิทย์กับสายลับได้ไปที่ร้านอาหารสถานีขนส่งอาเขต เมื่อถึงที่นัดพบได้พบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของเฮโรอีนจึงเจรจาตกลงกันว่า ในวันที่19 กรกฎาคม 2536 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ให้พยานนำเงินจำนวน 1,800,000 บาทค่าเฮโรอีนใส่รถยนต์ไปจอดไว้ที่ศูนย์หัตถกรรมทำร่ม ตำบลบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นผู้ตรวจนับเงิน เมื่อตรวจนับครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะคุมตัวพยานไว้ที่นั่นพร้อมเงินทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ขับรถนำจ่าสิบตำรวจธวิทย์ซึ่งจะขับรถอีกคันหนึ่งตามไปรับเฮโรอีน

ขณะนั้นจำเลยที่ 1ไม่ได้บอกว่าเฮโรอีนอยู่ที่ไหน เมื่อรับเฮโรอีนแล้วจำเลยที่ 1 และจ่าสิบตำรวจธวิทย์จะต้องขับรถกลับมารับพยานเพื่อแจ้งให้จ่ายเงินค่าเฮโรอีนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เจรจากันเสร็จแล้วก็ออกจากร้านอาหารพร้อมกันทั้งหมด จำเลยที่ 1 ไปขับรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียน ท-0691 เชียงใหม่ ออกไป จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียน ภ-5081 ออกไปกับจำเลยที่ 3 ในการเจรจาครั้งนี้พยานได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจสรลักษณ์ซุ่มดูและถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ในวันที่19 กรกฎาคม 2536 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานได้ประชุมผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นให้ทราบโดยละเอียดและวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด

ชุดแรกมีพันตำรวจโทพินิจ ปุยสุวรรณ กับพวกรวม 10 คน ใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะไปซุ่มดูเหตุการณ์ที่ศูนย์หัตถกรรมทำร่มและมีหน้าที่คุ้มกันเงินที่ใช้ล่อซื้อชุดที่ 2 มีพันตำรวจตรีดุษฎี อารยวุฒิ กับพวกรวม 10 คน ใช้รถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คันเป็นยานพาหนะคอยสะกดรอยติดตามจ่าสิบตำรวจธวิทย์ไปรับเฮโรอีน เมื่อจ่าสิบตำรวจธวิทย์รับเฮโรอีนและตรวจสอบว่าเป็นเฮโรอีนแล้ว ขณะขับรถกลับมารับพยานที่ศูนย์หัตถกรรมทำร่มให้ส่งสัญญาณจับกุมคือกะพริบไฟใหญ่หน้ารถ แล้วเจ้าพนักงานตำรวจทุกคนเข้าจับกุมโดยเงินที่ใช้ล่อซื้อพยานได้ติดต่อขอยืมมาจากสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา จังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.5 แล้วพยานได้ขับรถไปคนละคันกับจ่าสิบตำรวจธวิทย์

เมื่อไปถึงศูนย์หัตถกรรมทำร่มเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ก่อนที่จะเข้าไปเห็นจำเลยทั้งสี่ยืนอยู่ข้างศูนย์หัตถกรรมทำร่มใกล้รถยนต์ 2 คันดังกล่าวมาแล้ว เมื่อพยานจอดรถที่ลานจอดรถ จำเลยที่ 2 ก็ขับรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียน ภ-5081 มีจำเลยที่ 3 นั่งมาด้วย มาจอดใกล้ ๆ รถยนต์ของพยาน สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 4 ได้เดินตามมาพบพยานด้วย พยานได้นำจำเลยที่ 2 เข้าไปในรถยนต์ของพยานโดยให้นั่งบริเวณตอนหลังด้านซ้าย ส่วนพยานเข้าไปนั่งบริเวณตอนหลังด้านขวา แล้วนำกระเป๋าบรรจุเงิน 1,800,000 บาท มาเปิดให้จำเลยที่ 2ตรวจดูโดยมีจำเลยที่ 4 ยืนดูอยู่ที่ประตูรถตอนหลังด้านซ้าย ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งคอยอยู่บนรถที่นั่งมาไม่ได้ลงมาดูด้วย

หลังจากจำเลยที่ 2 ตรวจนับเงินแล้วก็ได้ออกมาจากรถพยานได้นำกระเป๋าบรรจุเงินดังกล่าวเก็บไว้ที่ท้ายรถ ขณะนั้นจ่าสิบตำรวจธวิทย์คุยกับจำเลยที่ 1 อยู่บริเวณนอกรั้วของศูนย์หัตถกรรมทำร่ม หลังจากนั้นพยานกับจำเลยที่ 2 ได้เดินไปนั่งที่ร้านขายกาแฟของศูนย์หัตถกรรมทำร่ม ส่วนจำเลยที่ 4 นั่งอยู่บริเวณที่นั่งใต้ต้นไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับรถยนต์ของพยานจอดเพื่อคุ้มกันเงินไม่ให้ถูกเคลื่อนย้าย ขณะนั่งอยู่ในร้านกาแฟนั้นจำเลยที่ 2 ก็แจ้งให้พยานทราบว่า ได้ให้จำเลยที่ 1 พาจ่าสิบตำรวจธวิทย์ไปรับเฮโรอีนแล้ว และจำเลยที่ 2 ได้พูดคุยต่อไปว่า หากการซื้อขายเฮโรอีนครั้งนี้เป็นไปด้วยดี ต่อไปจำเลยที่ 2 ก็สามารถจะหาเฮโรอีนมาขายให้พยานได้จำนวน 50 ถึง 100 ตัว โดยจะยังไม่ต้องรับเงินจากพยานไป

ทั้งอ้างด้วยว่าเป็นทหารของขุนส่ามีหน้าที่คอยส่งเสบียง จำเลยที่ 2 ได้มอบนามบัตรให้พยานไว้เพื่อใช้ในการติดต่อซื้อขายเฮโรอีน กันในครั้งต่อไป ตามเอกสารหมาย จ.6 จนกระทั่งเวลาประมาณ 11 นาฬิกาพันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกจึงมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ขณะเดียวกันพยานก็ได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจด้วย และจับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้ที่บริเวณลานจอดรถพร้อมรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียน ภ-5081 เชียงใหม่ไว้เป็นของกลาง และได้รับแจ้งจากชุดจับกุมชุดที่ 2 ว่า ได้จับจำเลยที่ 1 ซึ่งไปรับเฮโรอีนพร้อมจ่าสิบตำรวจธวิทย์ได้พร้อมเฮโรอีนอัดแท่งจำนวน 40 แท่ง หรือ 20 ตัว ที่บริเวณถนนข้างที่ว่าการอำเภอสันกำแพง และยึดรถกระบะโตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียน

ท-0691 เชียงใหม่ ไว้เป็นของกลางด้วย ในวันเกิดเหตุที่มีการล่อซื้อจ่าสิบตำรวจสรลักษณ์ได้ถ่ายรูปไว้ด้วยตามภาพถ่ายหมาย จ.7 แล้วควบคุมตัวจำเลยทั้งสี่ไปหน่วยปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ ตรวจชั่งน้ำหนักของกลางรวมทั้งสิ่งห่อหุ้มหนักประมาณ 14,000 กรัม และตรวจสอบด้วยน้ำยาเคมี ผลปรากฏว่าเป็นเฮโรอีนจริง จึงแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสี่ว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.8 และได้ถ่ายรูปจำเลยทั้งสี่พร้อมเฮโรอีนของกลางไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.9 แล้วส่งตัวจำเลยทั้งสี่ให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดดำเนินคดี โดยโจทก์มีจ่าสิบตำรวจธวิทย์

ภักดี จ่าสิบตำรวจสรลักษณ์ สังข์ศรี มาเบิกความสนับสนุนได้ความสอดคล้องต้องกันและรับกันกับพันตำรวจโทอวยพรเป็นอย่างดี คำเบิกความมีรายละเอียดเชื่อมโยงกันสมเหตุผลและตรงกับภาพถ่ายที่ส่งอ้าง เห็นว่า พยานโจทก์เหล่านี้ได้มารู้เห็นและเป็นพยานในคดีเพราะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่จับกุมและปราบปรามการกระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ของตน หากเบิกความบิดเบือนจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดและได้รับโทษ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามสัตย์จริง ส่วนการมีสายลับมาช่วยให้การล่อซื้อด้วยก็เป็นแต่เพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการสืบหาพยานหลักฐาน ตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1(10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้ เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมพร้อมด้วยพยานหลักฐาน

แม้จะไม่นำตัวสายลับมาสืบเนื่องจากเพื่อประโยชน์แก่ราชการในภายหน้าหรือเพื่อความปลอดภัยของสายลับ ก็รับฟังพยานบุคคลและของกลางที่เกี่ยวข้องกับสายลับนั้นได้ว่า มีสายลับช่วยในการล่อซื้อจริง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกระทำผิดจริงดังโจทก์ฟ้อง พยานจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา บูรณะไทย · บุญธรรม อยู่พุก · ณรงค์ ตันติเตมิท
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2549

ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ ค. มอบอำนาจช่วงให้ ท. มีอำนาจร้องทุกข์แทนมีข้อความว่า เพื่อให้มีอำนาจดำเนินการแทน "ผู้มอบอำนาจ" ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นระหว่างผู้เสียหายกับ ค. แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2545

ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำพยานเข้ามาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน หากพยานหลักฐานของโจทก์นำมาสืบฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ดีจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดก็ดี ศาลก็ต้องยกฟ้องโจทก์ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2545

เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2544

การที่จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุขัดเคืองกันมาก่อนก่อนเกิดเหตุ ถือไม่ได้เสมอไปว่าจะเป็นเหตุให้จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยและผู้ตายมีเรื่องขัดเคื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9525/2544

คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า งานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง ผู้เสี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้