Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6937/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของ ส. ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงานซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่ธนาคารจำเลยได้ จำเลยย่อมมีอำนาจพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่ระเบียบกำหนดไว้ โจทก์ก็เพียงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้โจทก์ตามความเหมาะสม อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,721,557 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ยังไม่ถูกเลิกจ้าง และโจทก์สละข้อเรียกร้องเงินสะสมและค่าชดเชย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 114,165 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าในขณะที่จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ โจทก์มิได้ถูกสอบสวนหรือมีหลักฐานปรากฏชัดว่ามีความผิดร้ายแรง จำเลยเพิ่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากพักงานถึง 15 เดือน และคณะกรรมการใช้เวลาสอบสวนและวินิจฉัยนานกว่า 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย เห็นว่า ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 7 วรรคแรก ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานถูกฟ้องหรือต้องหาคดีอาญา หรือกระทำผิดวินัยที่ร้ายแรง หากการพิจารณาคดีหรือการสอบสวนทางคดีหรือทางวินัยล่าช้า

หากจะให้พนักงานผู้นั้นคงปฏิบัติงานอยู่ อาจเกิดผลร้ายแก่ธนาคาร หรือไม่สะดวกแก่การสอบสวน กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งพักงานตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้ที่ถูกสั่งพักงานมิได้กระทำความผิด และไม่มีมลทินมัวหมองหรือขาดความไว้วางใจ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งให้ผู้นั้นกลับคืนตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งอื่นในชั้นและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิมแล้วแต่จะเห็นสมควร" และข้อ 8 วรรคแรก ระบุว่า "การวินิจฉัยโทษทางวินิยแก่พนักงานที่ถูกสั่งพักงานหรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวน และ/หรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีกไม่เกิน 2 ระยะ ระยะละไม่เกิน 3 เดือน สำหรับการสอบสวนทางวินัยที่ต้องรอการพิจารณาความดีความชอบ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่มีการวินิจฉัยโทษทางวินัย ให้พนักงานผู้นั้นได้รับการพิจารณาความดีความชอบตามผลงานในปีถัดไปตามปกติ สำหรับกรณีที่ถูกพักงานรอผลการวินิจฉัยโทษทางวินัยจากสำนวนการสอบสวนของกรรมการที่ธนาคารแต่งตั้งไว้ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้" ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวมิได้ระบุว่าจำเลยจะพักงานโจทก์ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยเสียก่อน หรือจะต้องมีหลักฐานชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

เพียงแต่ระบุว่าเมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานแล้ว จำเลยจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนหรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยเห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบการฝาก - ถอนเงินของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของนางสุรวดีในการเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสำนักงานภาค 3 โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยได้ระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่จำเลยได้

จำเลยย่อมมีอำนาจสั่งพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวแล้ว แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ และแม้จำเลยจะมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว ระเบียบของจำเลยก็ระบุไว้แต่เพียงว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้

มิได้ระบุเป็นบทบังคับว่าจำเลยจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไปในทันทีที่ครบกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว การที่จำเลยยังคงพักงานโจทก์ต่อไปโดยมิได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานจึงไม่ขัดต่อระเบียบของจำเลยและมิใช่การพักงานโดยไม่ชอบอีกเช่นกัน หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่ระเบียบกำหนดไว้ โจทก์ก็เพียงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 6,342.50 บาท เป็นเวลา 18 เดือน เป็นเงิน 114,165 บาท

ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 8 ระบุไว้ว่า ธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวนและ/หรือวินิจฉัยโทษแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จำเลยจึงต้องวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานโจทก์ ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 เป็นการกำหนดให้โจทก์ได้รับค่าจ้างรายเดือนหลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้วถึง 9 เดือน จึงไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยต้องวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานโจทก์ จึงต้องกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายเดือนหลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้ว 3 เดือน

นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยังมิได้ถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายเป็นรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้าง เห็นว่า ตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 8 วรรคแรกดังกล่าว การวินิจฉัยโทษทางวินัยแก่พนักงานที่ถูกสั่งพักงาน หรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวน และ/หรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีกไม่เกิน 2 ระยะ ระยะละไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การวินิจฉัยโทษจึงต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

กรรมการผู้จัดการใหญ่จะมีอำนาจขยายระยะเวลาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเท่านั้น คดีนี้จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์วันที่ 5 พฤษภาคม 2544 แต่เพิ่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้วถึง 1 ปีเศษ การที่ไม่อาจวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานจึงเป็นเพราะจำเลยมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ล่าช้านั่นเอง มิใช่เพราะมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จตามกำหนดได้ กรรมการผู้จัดการใหญ่จึงไม่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก ค่าเสียหายรายเดือนที่โจทก์จะได้รับจึงต้องกำหนดให้หลังจากจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้ว 3 เดือน

หาใช่ 9 เดือน ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างนั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้โจทก์ตามความเหมาะสม อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจึงต้องชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 6,342.50 บาท รวม 24 เดือน เป็นเงิน 152,220 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 152,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563

ฎีกาของจำเลยมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้