Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้ร้องอ้างว่าซื้อรถยนต์คันพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยตกลงจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน แต่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้แจ้งให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบและดำเนินการเปลี่ยนให้ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อแทน ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีและหนังสือยืนยันการชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อหาใช่ผู้ร้องชำระไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อนำรถยนต์คันพิพาทมาขายแก่ผู้ร้อง และผู้ร้องชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนดังที่กล่าวอ้าง ดังนั้น รถยนต์คันพิพาทยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันพิพาท ไม่ถือว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิในทรัพย์ที่มีการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 135,192.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,024 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ดำเนินการบังคับคดีและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานคร ขอให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร เป็นการชั่วคราวเพื่อจะได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวมาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และผู้ร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 135,192.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครความว่า หากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อทางทะเบียนเป็นผู้ครอบครองเปลี่ยนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ขอให้ระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันดังกล่าว ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องมีเพียงนายกฤตพัฒน์ผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเช่าซื้อมาจากบริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) มาขายให้แก่ผู้ร้องในราคา 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ส่วนเงินค่าเช่าซื้อที่เหลืออีก 210,000 บาท ผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) และผู้ลงลายมือชื่อผู้ซื้อเป็นพนักงานของผู้ร้องตามหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ผู้ร้องได้รับส่วนลดเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากบริษัท

จีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) จึงชำระเงินให้เพียง 191,707.71 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ได้มอบสมุดคู่มือจดทะเบียน หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนและหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน กับหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน เห็นว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้ร้องก็ไม่ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อให้ทราบว่าผู้ร้องรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 2 มาเพื่อให้บริษัทดังกล่าวรับทราบไว้และดำเนินการเปลี่ยนให้ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

อีกทั้งตามใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อ หาใช่ผู้ร้องเป็นผู้ชำระไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกอายัดมาขายให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือให้แก่บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) จนครบถ้วนแล้วดังผู้ร้องกล่าวอ้าง ดังนั้น รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้นายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ

- 3742 กรุงเทพมหานคร ไม่ถือว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิในทรัพย์ที่มีการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควร ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ว่าคำร้องของผู้ร้องมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธี เทพสิทธา · พรเพชร วิชิตชลชัย · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายธงชัย จันทร์วิรัช
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2834/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ859/2540
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้