Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินของโจทก์ และจำเลยผิดสัญญาและค้างชำระเงิน จำเลยให้การรับว่า ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และไม่ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จริง แต่อ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ เพราะจำเลยเป็นคนต่างด้าว ไม่มีสิทธิได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และทำสัญญาด้วยความสำคัญผิดในสารสำคัญแห่งนิติกรรมดังนี้ จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้นใหม่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายและสำคัญผิดในสารสำคัญของนิติกรรมมิใช่เพียงปฏิเสธว่าไม่ผิดสัญญาเท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าการที่จำเลยไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อ ไม่เป็นผิดสัญญาจำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบก่อนว่าสัญญานั้นไม่มีผลผูกพันอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญา สนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนซึ่งเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2489 ความในข้อ 6แห่งสนธิสัญญามีว่า คนชาติแห่งอัครภาคีแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ตลอดทั่วอาณาเขตของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นยังมีผลใช้บังคับตลอดไป ไม่ว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐจีนจะไปตั้งอยู่ที่ไต้หวันหรือเกาะฟอโมซาเพราะสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนยังมีต่อกันอยู่ หาได้ถูกยกเลิกไปไม่ สำเนาหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ 2639/2504 ลงวันที่ 16กุมภาพันธ์ 2504 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ระบุสัญชาติคนต่างด้าวที่มีสิทธิขออนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินโดยไม่ระบุคนต่างด้าวสัญชาติจีนรวมอยู่ด้วย และจำเลยแนบติดมาท้ายฎีกาของจำเลยนั้นจำเลยไม่ได้ระบุอ้างเป็นพยานไว้ก่อนและไม่มีเจ้าหน้าที่รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องทั้งไม่ใช่กฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 มิได้บัญญัติห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติจีนและเป็นผู้เช่าซื้อที่ดินของโจทก์ยังอยู่ในวิสัยที่จะไปขออนุญาตถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้และไม่ใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์จำเลยจึงสมบูรณ์ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5-6/2511) ฎีกาจำเลยในข้อที่ว่า การชำระเงินค่าเช่าซื้อ แม้จะผิดพลาดไปบ้างโจทก์ไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญาก็ดี หรือโจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาก็ดีจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น จำเลยจะยกขึ้นในชั้นฎีกาไม่ได้ จำเลยฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ชำระเงินให้ ป. ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ ป. แทนโจทก์ โจทก์ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ชำระเงินแทนและโจทก์มิได้เป็นหนี้แต่จำเลยกลับนำสืบว่าจำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ใช่ชำระเงินแทนจึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องแย้งของจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินของโจทก์โฉนดที่ 1499 พร้อมทั้งโรงสีข้าวเป็นเงิน 350,000 บาท ตกลงชำระเงินให้เสร็จภายใน 25 เดือน จำเลยผิดสัญญาและค้างชำระเงินโจทก์ 80,000 บาทโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์ที่เช่าซื้อ ฯลฯจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าชำระเงินค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้วรวม100,000 บาท โจทก์จำเลยไม่สามารถที่จะโอนหรือรับโอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ได้เพราะจำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์ต้องคืนเงินที่รับไป และจำเลยเข้าทำสัญญาด้วยความสำคัญผิดในสารสำคัญแห่งนิติกรรม เครื่องสีข้าวของโจทก์ใช้การไม่ได้จำเลยได้ซ่อมเครื่องสีข้าวและซ่อมตัวโรงสี

รวมค่าซ่อม 40,000 บาท โจทก์ต้องใช้คืน และจำเลยชำระเงินให้นายประกอบไป 1,370 บาทแทนโจทก์และโจทก์เอาเงินไปจากจำเลยเป็นพิเศษอีก 2,150 บาท โจทก์ต้องคืน จึงฟ้องแย้งให้โจทก์คืนและใช้เงิน 4 จำนวนดังกล่าวรวม 143,520 บาทโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า แม้จำเลยมีสัญชาติเป็นจีนก็สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ สัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ จำเลยมิได้สำคัญผิดในสารสำคัญของสัญญา จำเลยไม่เคยออกเงินจำนวน 1,370 บาท ใช้แทนโจทก์โจทก์ไม่เคยได้รับเงินจำนวน 2,150 บาทจากจำเลยระหว่างพิจารณา จำเลยและบริวารยินยอมออกจากโรงสีพิพาท ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อให้โจทก์ให้โจทก์ใช้เงินค่าซ่อมโรงสีและเครื่องสีข้าว 40,000 บาท ฯลฯ คำขอของโจทก์จำเลยนอกจากนี้ให้ยกโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินค่าซ่อมแซมโรงสีแก่จำเลย 40,000 บาท ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนอุทธรณ์โจทก์เรื่องคำขอให้ขับไล่จำเลยศาลแพ่งมิได้พิพากษาให้ขับไล่เพียงให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อโจทก์มีคำขอให้ขับไล่ ศาลก็ควรพิพากษาให้ขับไล่ เผื่อจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์อีก พิพากษาแก้ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์ที่เช่าซื้อ ให้ยกฟ้องแย้งที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าซื้อ ยกอุทธรณ์จำเลย ฯลฯจำเลยฎีกาในเรื่องหน้าที่นำสืบ ได้ความตามคำให้การของจำเลยรับว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และไม่ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จริงตามฟ้อง แต่อ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะเพราะจำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้นใหม่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะโดยมีวัตถุที่ประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายและสำคัญผิดในสารสำคัญของนิติกรรม มิใช่เพียงปฏิเสธว่าไม่ผิดสัญญา กลับอ้างความเสียเปล่าของโมฆะกรรมขึ้นต่อสู้ เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าการที่จำเลยไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อ ไม่เป็นการผิดสัญญา เพราะสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบก่อนว่าสัญญานั้นไม่มีผลผูกพันอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาดังที่จำเลยกล่าวอ้างจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์จำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 เพราะจำเลยเป็นคนสัญชาติจีน

ศาลฎีกาเห็นว่าสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนซึ่งได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2489 ความในข้อ 6 แห่งสนธิสัญญานั้นมีว่า คนชาติแห่งอัครภาคีแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ตลอดทั่วอาณาเขตของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ยังมีผลใช้บังคับตลอดไป ไม่ว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐจีนจะไปตั้งอยู่ที่ไต้หวันหรือเกาะฟอโมซา เพราะสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนยังมีต่อกันอยู่ หาได้ถูกยกเลิกไปโดยปริยายดังฎีกาของจำเลยไม่ จำเลยย่อมอยู่ในข่ายที่จะถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ ส่วนสำเนาหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่ 2639/2504 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2504 ระบุสัญชาติคนต่างด้าวที่มีสิทธิขออนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินโดยไม่ได้ระบุคนต่างด้าวสัญชาติจีนรวมอยู่ด้วย

ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดซึ่งจำเลยแนบติดมาท้ายฎีกาของจำเลยนั้น สำเนาหนังสือดังกล่าวนี้จำเลยไม่ได้ระบุอ้างเป็นพยานไว้ก่อนและไม่มีเจ้าหน้าที่รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้อง ทั้งไม่ใช่กฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่ว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์จำเลยจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 86 มิได้บัญญัติห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะไปขออนุญาตถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ และไม่ใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัย สัญญาเช่าซื้อจึงสมบูรณ์

จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ เพราะสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์จะริบเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์แล้วไม่ได้นั้น เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์จำเลยสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ กับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ เพราะจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2502 ตลอดมาจนถึงวันฟ้องจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อข้อ 2

ที่จำเลยฎีกาว่าการชำระเงินค่าเช่าซื้อแม้จะผิดพลาดไปบ้าง โจทก์ไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญาก็ดีหรือโจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ดี ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมานี้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น จำเลยจะยกขึ้นฎีกาไม่ได้ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากโจทก์แล้วและเห็นว่าโจทก์จึงมีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อจำนวนเงิน 100,000 บาทที่จำเลยชำระให้โจทก์แล้วได้ตามสัญญาข้อ 6 ฉะนั้น จำเลยจะขอคืนเงินจำนวนนี้หาได้ไม่นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ซ่อมแซมขนาดใหญ่อันเป็นหน้าที่เจ้าของทรัพย์หรือผู้ให้เช่าต้องชดใช้ จำเลยจึงเรียกร้องเอาเงินค่าซ่อมแซมจำนวน 40,000 บาท

ไม่ได้ ส่วนประเด็นเรื่องฟ้องแย้งข้อนี้ของจำเลยจะเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ศาลฎีกาไม่ต้องวินิจฉัยจำเลยฎีกาว่า เงินจำนวน 1,370 บาท เป็นราคาข้าวสารซึ่งจำเลยส่งมอบข้าวสารให้นายประกอบและนายสถิตย์แทนโจทก์ โจทก์ต้องใช้คืนให้จำเลยนั้น ข้อนี้จำเลยมิได้ฟ้องเรียกราคาข้าวสารที่จำเลยส่งมอบให้ผู้อื่นตามคำสั่งของโจทก์ แต่ฟ้องแย้งว่าจำเลยได้ชำระเงินให้นายประกอบ 1,370 บาท ซึ่งโจทก์เป็นหนี้นายประกอบแทนโจทก์ โจทก์ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ชำระเงินแทนและโจทก์มิได้เป็นหนี้นายประกอบแต่จำเลยกลับนำสืบว่าจำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ชำระเงินแทน จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องแย้งของจำเลย จะขอให้ศาลพิพากษานอกฟ้องแย้งหาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชิต บุณยประภัศร · จินตา บุณยอาคม · เนิ่น กฤษณะเศรนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้