Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6869/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งเก้ามิได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ หากแต่ฟ้องร้องในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งข้อหานี้โจทก์ทั้งเก้ามิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย โจทก์ทั้งเก้าจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้ การหลอกลวงหรือฉ้อโกงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำต้องกระทำต่อบุคคลหลายคนในลักษณะที่เป็นประชาชนและอาจต่างวาระกันได้ และเห็นได้ชัดว่าเกิดจากเจตนาอันเดียวกันคือฉ้อโกงประชาชน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยมีเจตนาร่วมกันทุจริตแพร่ข่าวและชักชวนด้วยวาจาต่อโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปว่าต้องการกู้เงินจากประชาชน โดยจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนถึงร้อยละ 10ต่อเดือน จนโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กู้ไปนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าหลอกลวงประชาชนและโจทก์ทั้งเก้าด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ด้วยการแพร่ข่าวและชักชวนด้วยวาจาต่อประชาชนทั่วไปว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจัดส่งปอกระสาไปจำหน่ายต่างประเทศ กิจการลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นผลกำไรแน่นอนและสูงมาก จำเลยทั้งห้าต้องการให้กู้ยืมเงินจากประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการดังกล่าวโดยไม่จำกัดบุคคลและวงเงิน จะให้ผลประโยชน์ร้อยละ 10 ต่อเดือน ร้อยละ 3 ต่อ 5 วัน ร้อยละ 4 ต่อ 10 วันหรือร้อยละ 5 ต่อ 15 วัน ทำให้ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้า หลงเชื่อ โจทก์ที่ 1 จึงให้จำเลยทั้งห้ากู้เงิน 2,640,000 บาท

โจทก์ที่ 2 ให้กู้ 4,000,000 บาท โจทก์ที่ 3 ให้กู้ 4,500,000บาท โจทก์ที่ 4 ให้กู้ 500,000 บาท โจทก์ที่ 5 ให้กู้ 3,000,000 บาท โจทก์ที่ 6 ให้กู้4,500,000 บาท โจทก์ที่ 7 ให้กู้ 600,000 บาท โจทก์ที่ 8 ให้กู้ 2,255,000 บาท โจทก์ที่ 9 ให้กู้ 22,350,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 44,345,000 บาท อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ความจริงแล้วจำเลยทั้งห้าไม่มีและไม่ได้ประกอบกิจการดังที่อ้าง แต่นำเงินที่ได้รับจากผู้ให้กู้มาสะสมไว้และนำมาหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นเองหรือรายอื่น โดยจำเลยทั้งห้ามีเจตนาที่จะไม่คืนเงินต้นแก่ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้าตั้งแต่แรก ต่อมาจำเลยทั้งห้าได้งดจ่ายผลประโยชน์และเงินต้นคืนแก่ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343,83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลบหนี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1และที่ 2 ชั่วคราวจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 5 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นให้ยกโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งเก้ามีตัวโจทก์ทั้งเก้ามาเบิกความสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้มาพบอ้างว่าได้ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจัดส่งปอกระสาไปจำหน่ายต่างประเทศร่วมกันลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและธุรกิจให้กู้ยืมเงินซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ร้อยละ 5 ต่อ 15 วัน ร้อยละ 4 ต่อ 7 วัน ร้อยละ 3 วัน ต่อ 5 วัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ต้องการกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการดังกล่าวโจทก์ทั้งเก้าหลงเชื่อจึงให้กู้ยืมเงินหลายครั้ง และได้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตรงกำหนดนัด

โจทก์ทั้งเก้าแต่ละคนจึงได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กู้ยืมเงินอีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน 44,345,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อ้างว่าแบ่งงานกันทำเป็นสาย ซึ่งสายของโจทก์ทั้งเก้าได้ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็มาด้วยในบางครั้งและยืนยันว่าทำกิจการร่วมกัน โดยเคยนำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินราคา38,000,000 บาทเศษ ตามเอกสารหมาย จ.4 สมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 และที่ 4ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.19 มาให้ดูเพื่อแสดงว่ามีธุรกิจซื้อขายที่ดินและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก จนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลบหนีและเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินยืมก็ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ต่อมาวันที่ 10 กันยายน2533 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้มาที่บ้านของจำเลยที่ 5 ประชุมร่วมกับโจทก์ทั้งเก้าและเจ้าหนี้ที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กู้ยืมเงินอีกประมาณ 60 ถึง 70 คน จำเลยที่ 5 บอกว่าจะขายที่ดิน10,000,000 บาท มาชำระหนี้ให้แต่ก็ไม่ชำระ นอกจากนี้โจทก์ทั้งเก้ายังมีนางพัชรินทร์ศุภวัชรินทร์ มาเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันทำธุรกิจที่ดินและทำปอกระสาส่งไปต่างประเทศและยังมีนายเดชา สุขนาวา นางพรนภา บำรุงราชหิรัณย์นางนงลักษณ์ กาญจนสินหรือเครือทองศรี มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานก็ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หลอกลวงกู้ยืมเงินเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งเก้าและได้ร่วมประชุมในฐานะเจ้าหนี้ที่บ้านของจำเลยที่ 5 ในวันที่ 10 กันยายน 2533 ด้วย

ยิ่งไปกว่านี้ โจทก์ทั้งเก้ายังมีพยานแวดล้อมแสดงว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งเก้า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน จำกัด บุญหนักบริการ โดยจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งเก้ายอมรับว่าได้เข้าร่วมประชุมที่บ้านของจำเลยที่ 5 ในวันที่ 10กันยายน 2533 ทั้งการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเงินฝากเข้าและถอนออกจากหลายธนาคารเป็นจำนวนหลายครั้งมากมายและเป็นจำนวนเงินที่สูงอย่างเช่นบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.49 โดยจำเลยที่ 3 เป็นครูและจำเลยที่ 4 เป็นทนายความ แต่ไม่สามารถนำสืบถึง

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
แห่งรายได้รายจ่ายได้ การเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 น่าจะมีส่วนร่วมกันกู้ยืมเงินตามที่โจทก์ทั้งเก้าฟ้อง อันเป็นการเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าด้วย พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าจึงหนักแน่นมั่นคงรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งเก้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินก็ดี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 5 กู้ยืมเงินโจทก์ทั้งเก้าก็ดี เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลปราศจากน้ำหนักไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยทุจริต ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ทั้งเก้า เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาอีกว่า โจทก์ทั้งเก้ามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะร่วมรับดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งเก้ามิได้ฟ้องร้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หากแต่ฟ้องร้องในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งข้อหานี้โจทก์ทั้งเก้ามิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3และที่ 4 ด้วย โจทก์ทั้งเก้าจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าแต่อย่างใดเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม โจทก์ทั้งเก้าฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่หลอกลวงโจทก์ทั้งเก้าแยกได้เป็นเก้ากรรมนั้น เห็นว่า การหลอกลวงหรือฉ้อโกงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำต้องกระทำต่อบุคคลหลายคนในลักษณะที่เป็นประชาชนและอาจต่างวาระกันได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากเจตนาอันเดียวกันคือ ฉ้อโกงประชาชน จึงถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าและของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6869/2541นาง รัชนีกร แก้วจันทึก กับพวกโจทก์นาง สุภาภรณ์ ลาภบรรจบ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 90, ม. 343 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 โจทก์ทั้งเก้ามิได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ หากแต่ฟ้องร้องในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งข้อหานี้โจทก์ทั้งเก้ามิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย โจทก์ทั้งเก้าจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้ การหลอกลวงหรือฉ้อโกงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำต้องกระทำต่อบุคคลหลายคนในลักษณะที่เป็นประชาชนและอาจต่างวาระกันได้ และเห็นได้ชัดว่าเกิดจากเจตนาอันเดียวกันคือฉ้อโกงประชาชน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยมีเจตนาร่วมกันทุจริตแพร่ข่าวและชักชวนด้วยวาจาต่อโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปว่าต้องการกู้เงินจากประชาชน โดยจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนถึงร้อยละ 10ต่อเดือน จนโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กู้ไปนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวโจทก์ทั้งเก้าฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าหลอกลวงประชาชนและโจทก์ทั้งเก้าด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ด้วยการแพร่ข่าวและชักชวนด้วยวาจาต่อประชาชนทั่วไปว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจัดส่งปอกระสาไปจำหน่ายต่างประเทศ กิจการลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นผลกำไรแน่นอนและสูงมาก จำเลยทั้งห้าต้องการให้กู้ยืมเงินจากประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการดังกล่าวโดยไม่จำกัดบุคคลและวงเงิน จะให้ผลประโยชน์ร้อยละ 10 ต่อเดือน ร้อยละ 3 ต่อ 5 วัน ร้อยละ 4 ต่อ 10 วันหรือร้อยละ 5 ต่อ 15 วัน ทำให้ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้า หลงเชื่อ โจทก์ที่ 1 จึงให้จำเลยทั้งห้ากู้เงิน 2,640,000 บาท โจทก์ที่ 2 ให้กู้ 4,000,000 บาท โจทก์ที่ 3 ให้กู้ 4,500,000บาท โจทก์ที่ 4 ให้กู้ 500,000 บาท โจทก์ที่ 5 ให้กู้ 3,000,000 บาท โจทก์ที่ 6 ให้กู้4,500,000 บาท โจทก์ที่ 7 ให้กู้ 600,000 บาท โจทก์ที่ 8 ให้กู้ 2,255,000 บาท โจทก์ที่ 9 ให้กู้ 22,350,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 44,345,000 บาท อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ความจริงแล้วจำเลยทั้งห้าไม่มีและไม่ได้ประกอบกิจการดังที่อ้าง แต่นำเงินที่ได้รับจากผู้ให้กู้มาสะสมไว้และนำมาหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นเองหรือรายอื่น โดยจำเลยทั้งห้ามีเจตนาที่จะไม่คืนเงินต้นแก่ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้าตั้งแต่แรก ต่อมาจำเลยทั้งห้าได้งดจ่ายผลประโยชน์และเงินต้นคืนแก่ประชาชนและโจทก์ทั้งเก้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343,83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1และที่ 2 ชั่วคราวจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 5 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นให้ยกโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งเก้ามีตัวโจทก์ทั้งเก้ามาเบิกความสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้มาพบอ้างว่าได้ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจัดส่งปอกระสาไปจำหน่ายต่างประเทศร่วมกันลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและธุรกิจให้กู้ยืมเงินซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ร้อยละ 5 ต่อ 15 วัน ร้อยละ 4 ต่อ 7 วัน ร้อยละ 3 วัน ต่อ 5 วัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ต้องการกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งเก้าและประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการดังกล่าวโจทก์ทั้งเก้าหลงเชื่อจึงให้กู้ยืมเงินหลายครั้ง และได้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตรงกำหนดนัด โจทก์ทั้งเก้าแต่ละคนจึงได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กู้ยืมเงินอีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน 44,345,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อ้างว่าแบ่งงานกันทำเป็นสาย ซึ่งสายของโจทก์ทั้งเก้าได้ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็มาด้วยในบางครั้งและยืนยันว่าทำกิจการร่วมกัน โดยเคยนำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินราคา38,000,000 บาทเศษ ตามเอกสารหมาย จ.4 สมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 และที่ 4ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.19 มาให้ดูเพื่อแสดงว่ามีธุรกิจซื้อขายที่ดินและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก จนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลบหนีและเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินยืมก็ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 10 กันยายน2533 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้มาที่บ้านของจำเลยที่ 5 ประชุมร่วมกับโจทก์ทั้งเก้าและเจ้าหนี้ที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กู้ยืมเงินอีกประมาณ 60 ถึง 70 คน จำเลยที่ 5 บอกว่าจะขายที่ดิน10,000,000 บาท มาชำระหนี้ให้แต่ก็ไม่ชำระ นอกจากนี้โจทก์ทั้งเก้ายังมีนางพัชรินทร์ศุภวัชรินทร์ มาเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันทำธุรกิจที่ดินและทำปอกระสาส่งไปต่างประเทศและยังมีนายเดชา สุขนาวา นางพรนภา บำรุงราชหิรัณย์นางนงลักษณ์ กาญจนสินหรือเครือทองศรี มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานก็ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หลอกลวงกู้ยืมเงินเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งเก้าและได้ร่วมประชุมในฐานะเจ้าหนี้ที่บ้านของจำเลยที่ 5 ในวันที่ 10 กันยายน 2533 ด้วย ยิ่งไปกว่านี้ โจทก์ทั้งเก้ายังมีพยานแวดล้อมแสดงว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งเก้า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน จำกัด บุญหนักบริการ โดยจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งเก้ายอมรับว่าได้เข้าร่วมประชุมที่บ้านของจำเลยที่ 5 ในวันที่ 10กันยายน 2533 ทั้งการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเงินฝากเข้าและถอนออกจากหลายธนาคารเป็นจำนวนหลายครั้งมากมายและเป็นจำนวนเงินที่สูงอย่างเช่นบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.49 โดยจำเลยที่ 3 เป็นครูและจำเลยที่ 4 เป็นทนายความ แต่ไม่สามารถนำสืบถึงแหล่งที่มาแห่งรายได้รายจ่ายได้ การเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 น่าจะมีส่วนร่วมกันกู้ยืมเงินตามที่โจทก์ทั้งเก้าฟ้อง อันเป็นการเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าด้วย พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าจึงหนักแน่นมั่นคงรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งเก้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินก็ดี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 5 กู้ยืมเงินโจทก์ทั้งเก้าก็ดี เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลปราศจากน้ำหนักไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งเก้าได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยทุจริต ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ทั้งเก้า เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาอีกว่า โจทก์ทั้งเก้ามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะร่วมรับดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งเก้ามิได้ฟ้องร้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หากแต่ฟ้องร้องในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งข้อหานี้โจทก์ทั้งเก้ามิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3และที่ 4 ด้วย โจทก์ทั้งเก้าจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าแต่อย่างใดเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม โจทก์ทั้งเก้าฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่หลอกลวงโจทก์ทั้งเก้าแยกได้เป็นเก้ากรรมนั้น เห็นว่า การหลอกลวงหรือฉ้อโกงโจทก์ทั้งเก้าและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำต้องกระทำต่อบุคคลหลายคนในลักษณะที่เป็นประชาชนและอาจต่างวาระกันได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากเจตนาอันเดียวกันคือ ฉ้อโกงประชาชน จึงถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าและของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน(สมบัติ เดียวอิศเรศ-ไสว จันทะศรี-เสรี ชุณหถนอม)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้