Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วย กฎหมาย ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ และติดจำนองธนาคารเป็น ประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท ต่อมา จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินกับบ้าน ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ราคา 1,300,000 บาท ปัญหาจึงมีว่าคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีผลผูกพันและใช้ยันจำเลยที่ 2ได้หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง(2)บัญญัติว่าคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์แสดงสิทธิที่ดีกว่าได้ คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 จนกระทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจด้วยกัน โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านที่พิพาทเพียงลำพังคนเดียวและใช้บ้านพิพาทเป็นที่ตั้งบริษัทประกอบธุรกิจของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นต่างหากและจำเลยทั้งสองได้พูดคุยเกี่ยวกับการฟ้องหย่ากับโจทก์จึงมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงฐานะและความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดและทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2จึงไม่อาจอ้างได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจึงผูกพันจำเลยที่ 2การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย จึงเป็นการรับโอนโดย ไม่สุจริต

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่งโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยที่ 1ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2ยักย้ายถ่ายเทสินสมรสดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีการซื้อขายกันจริง หากแต่เป็นการโอนเปลี่ยนชื่อเพื่อไม่ให้โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าว

ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงสามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนในราคา 1,300,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสนิทว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองกระทำเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2536 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ 2,000,000 บาทจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ เป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาทเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินกับบ้านดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ราคา 1,300,000 บาทคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีหมายเลขดำที่ 1161/2536หมายเลขแดงที่ 102/2538 ที่วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีผลผูกพันและใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสองหรือไม่ที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาเท่าไร ในปัญหาข้างต้นเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสองบัญญัติว่า

"คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอกเว้นแต่ และในข้อต่อไปนี้(1) ฯลฯ(2) คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จึงมีภารการพิสูจน์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ หากจำเลยที่ 2ไม่สามารถพิสูจน์แสดงสิทธิที่ดีกว่าได้ คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 2 เบิกความว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจึงมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า

การโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้กระทำโดยสุจริตหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2รู้จักโจทก์และจำเลยที่ 1 มาประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนที่โจทก์จะแต่งงานกับจำเลยที่ 1 และทราบดีว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นสามีภริยากัน โดยเมื่อปี 2529 โจทก์และจำเลยทั้งสองเคยไปเที่ยวงานสโมสรอินเติร์กแฮปปี้ ที่พัทยาและพักอยู่ที่เดียวกันที่บ้านพี่ชายของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 2ก็เบิกความรับว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 พักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 พักอีกห้องหนึ่ง และจำเลยทั้งสองเคยเป็นหุ้นส่วนทำร้านขายดอกไม้ด้วยกัน โจทก์ซื้อบ้านพิพาทตกแต่งแล้วเข้าอยู่อาศัยโดยลำพังคนเดียวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับผู้อื่น

จำเลยทั้งสองเคยมาเยี่ยมโจทก์ที่บ้าน และเมื่อสามีของจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เคยมาขอใช้โทรสารที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของโจทก์เพื่อติดต่อกับต่างประเทศหลายครั้ง โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยทั้งสองซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างกัน เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความของจำเลยทั้งสองให้ออกจากบ้านพิพาทนางสาวแสงจันทร์ คำแก้วพนักงานบริษัทโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 มาที่บ้านพิพาทประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง และทราบว่าจำเลยทั้งสองเข้าหุ้นกันทำธุรกิจร้านขายดอกไม้ เพราะจำเลยที่ 1เคยขอให้พยานช่วยหาลูกจ้างประจำร้านดังกล่าวให้ และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านและทนายโจทก์ถามติงว่า

ได้ยินจำเลยที่ 1 บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์และพูดคุยเรื่องการดำเนินการฟ้องหย่ากับโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงแน่ใจว่าจำเลยที่ 2ต้องรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดี ซึ่งจำเลยที่ 2เบิกความรับว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยไปเที่ยวที่ร้านขายสุราที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของด้วยกันและรับว่าเมื่อจำเลยที่ 1พาจำเลยที่ 2 ไปดูบ้านพิพาทพบโจทก์อยู่ในบ้าน และโจทก์พาจำเลยที่ 2 ไปดูห้องนอนของโจทก์ จำเลยที่ 2 เคยไปใช้โทรสารที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของโจทก์ และเคยพบเห็นพนักงานของบริษัทโจทก์เจือสมกับคำเบิกความของนางสาวแสงจันทร์พยานโจทก์เห็นว่า โจทก์มีนางสาวแสงจันทร์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

ไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง และไม่มีสาเหตุบาดหมางโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่านางสาวแสงจันทร์จะเบิกความเข้าข้างหรือให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์แต่ฝ่ายเดียว เชื่อว่านางสาวแสงจันทร์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้องคำเบิกความของนางสาวแสงจันทร์สอดคล้องตรงกันกับคำเบิกความของโจทก์ และของจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานนับ10 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1จนกระทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายเมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันประกอบธุรกิจด้วยกันและพฤติการณ์ต่าง

ๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งการที่โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านที่พิพาทเพียงลำพังคนเดียวและใช้บ้านพิพาทเป็นที่ตั้งบริษัทประกอบธุรกิจของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นต่างหากและจำเลยทั้งสองได้พูดคุยเกี่ยวกับการฟ้องหย่ากับโจทก์ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ทราบถึงฐานะและความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1มาโดยตลอดและทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทด้วยจึงสามารถพักอาศัยและทำธุรกิจในบ้านพิพาทได้ดังกล่าวลำพังตัวจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่าไม่ทราบว่าที่ดินและบ้านพิพาทไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงมีน้ำหนักน้อยพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและมีเหตุผลรับฟังได้มั่นคงมากกว่ากรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องการชำระราคาหรือค่าตอบแทนที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างได้ว่า

จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ดังนั้น คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสดังวินิจฉัยมาเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริตโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สำหรับปัญหาว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาเท่าใดนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทยูเค แวลูเอชั่น แอนด์ เอเจนซี่ จำกัด ตรวจสอบที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อประเมินราคาทรัพย์สิน และบริษัทดังกล่าวประเมินว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคา 4,500,000 บาท

จำเลยที่ 2มิได้โต้แย้งราคาประเมินดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง หรือนำสืบให้เห็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทควรมีราคาที่แท้จริงจำนวนเท่าใดจึงต้องฟังว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาตามจำนวนที่โจทก์นำสืบที่จำเลยที่ 2 อ้างเหตุผลว่าโจทก์เป็นผู้ติดต่อบริษัทดังกล่าวจึงมีความสนิทสนมเพื่อให้มีการประเมินราคาทรัพย์สูงขึ้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะเชื่อถือและหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัธยา ดิษยบุตร · สะสม สิริเจริญสุข · ชวลิต ธรรมฤาชุ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้