Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6866/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไข จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น เป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติม เมื่อตามสัญญากำหนดไว้ว่าการเพิ่มเติมงานจะต้องคิดราคากันใหม่โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์กับจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงถือว่าโจทก์กับจำเลยไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจากจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องแก่จำเลย 77,240 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลย 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็น 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ถูกต้อง จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอย ในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้าง 8 งวด โจทก์ก่อสร้างเสร็จถึงงานงวดที่ 6 และก่อสร้างงานงวดที่ 7 เสร็จแล้ว ยกเว้นยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์เนื่องจากจำเลยให้ไปติดตั้งในงานงวดที่ 8 และก่อสร้างงานงวดที่ 8 แล้วบางส่วน แต่การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากจำเลยให้ทำงานปูกระเบื้องชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นดาดฟ้าและบันไดเพิ่มเติมจากงานเดิมและให้ซ่อมรอยแตกของผนังและเพดานบางจุด ต่อมาจำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อและบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 หักค่าสุขภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแล้วเป็นเงินค่าจ้าง 135,517 บาท และงานงวดที่ 8 ส่วนที่ทำเสร็จแล้วเป็นเงิน 121,000 บาท กับค่าจ้างงานเพิ่มเติมคือทำห้องน้ำ

กันสาด เพิ่มความสูง ค่าแรงงานปูกระเบื้องและค่าประตูอะลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 119,500 บาท รวมเงินที่จำเลยค้างชำระทั้งสิ้น 376,017 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า งานงวดที่ 6 บางส่วนยังไม่เรียบร้อยและเสียหาย จำเลยจ่ายค่าจ้างงวดดังกล่าวให้เพราะโจทก์ตกลงว่าจะแก้ไขเมื่อส่งมอบงานงวดสุดท้าย งานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ที่โจทก์ทำไปแล้วคิดเป็นเงินไม่เกิน 150,000 บาท โจทก์ก่อสร้างผิดแบบและงานที่ทำบางส่วนชำรุดบกพร่อง กล่าวคือกำแพงชั้นล่างและคานบนชั้นดาดฟ้าแตกร้าว จำเลยบอกกล่าวให้ซ่อมแซม โจทก์ก็เพิกเฉยและทิ้งงานไปจำเลยจึงบอกเลิกสัญญา จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำงานเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแบบแปลน จำเลยว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาตีราคาค่าแก้ไขและก่อสร้างอาคารที่ค้างไว้จนเสร็จเป็นเงิน 446,430 บาท เมื่อหักกับงานที่โจทก์ทำในงวดที่ 7 และงวดที่ 8 แล้ว โจทก์ยังต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอีก 296,430 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามฟ้องเดิมและโต้แย้งว่างานที่ต้องดำเนินการและซ่อมแซมมีเพียงเล็กน้อย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าจ้างงานงวดที่ 7 และที่ 8 จำนวน 178,449 บาท ค่าจ้างงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการงานที่ชำรุดบกพร่องแก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ 151,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 141,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอยในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 8 งวด ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้างส่งมอบงานและได้รับค่าจ้างจากจำเลยไปแล้ว 6 งวด ส่วนงานงวดที่ 7 โจทก์ได้ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ คงเหลือเพียงติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์คือ ชักโครก 2 ชุด และราวตากผ้า 2 ราว กับทำงานงวดที่ 8 ไปแล้วบางส่วนเกี่ยวกับงานเดินสายไฟ งานทาสี ทำวงกบหน้าต่างและประตูเหล็กม้วนชั้นล่าง ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 7 โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานบกพร่อง มีรอยร้าวที่ผนังและคานชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นสอง และคานชั้นดานฟ้า

เกรงว่าอาคารไม่แข็งแรงจะถล่มลงมา จึงแจ้งให้โจทก์เข้าซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ทนายความบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าสัญญาว่าจ้างเลิกกันแล้ว และไม่มีฝ่ายใดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาโดยโจทก์เรียกร้องเพียงค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระ ส่วนจำเลยก็เรียกร้องเพียงค่าเสียหายที่จำเลยต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ซึ่งหากมีการค้างชำระค่าจ้างหรือมีงานชำรุดบกพร่อง โจทก์และจำเลยก็สามารถเรียกร้องกันได้อยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปนั้นชอบแล้วหรือไม่

เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าภายหลังจากที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการและไม่ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยจึงได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปากน้ำประแสร์ จากนั้นจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ การบอกเลิกสัญญาจึงมีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมอาคารส่วนที่ชำรุดบกพร่องแล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้จึงถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น แต่ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว กลับระบุอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไขให้จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น จึงเป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่

ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะคิดหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2821/2522 ระหว่างบริษัทวรกิจ จำกัด โจทก์ การไฟฟ้านครหลวง จำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 11 ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากแบบรูปและรายการละเอียดตามสัญญาได้ โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมจากแบบแปลนเดิมตามที่ตกลงกันไว้นั้น จึงเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารนั้นเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

ฉะนั้นโจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้คิดคำนวณแล้วเห็นว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 จำนวน 134,417 บาท งานงวดที่ 8 จำนวน 87,000 บาท และส่วนงานเพิ่มเติมอีก 75,000 บาท รวม 296,417 บาท

จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นทำนองว่า ค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และที่ 8 เมื่อหักค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จ่ายทดรองไปก่อนตามบิลเงินสดจำนวน 57,968 บาท และหักค่าชดเชยที่โจทก์ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่ตรงตามแบบเกี่ยวกับงานติดตั้งวงกบอะลูมิเนียมออกแล้วคงเหลือค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ประมาณ 100,000 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งในส่วนค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 57,968 บาท และไม่ได้โต้แย้งเรื่องใช้อุปกรณ์ เช่น วงกบอะลูมิเนียมที่มีความหนาไม่ตรงตามแบบซึ่งมีราคาส่วนต่างกันอยู่ประมาณ 20,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้

ดังนั้นจำเลยจึงชอบที่จะหักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ทดรองจ่ายไปก่อนและค่าส่วนต่างวงกบอะลูมิเนียมดังกล่าวออกจากค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ชำระแก่โจทก์จำนวน 134,417 บาท และ 87,000 บาท รวม 221,417 บาทได้ คงเหลือ 143,449 บาท แต่สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ข้อ 11 ระบุ "การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีกก็จะตกลงกัน ณ บัดนั้น โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว กรณีจึงถือว่าโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างงานส่วนเพิ่มเติมจากจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนงานเพิ่มจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งศาลกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์

ฉะนั้นจำเลยจึงยังคงเป็นหนี้ค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 แก่โจทก์เพียง 143,449 บาท เท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องให้แก่จำเลยจากจำนวน 102,080 บาท ให้คงเหลือ 77,240 บาท โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำนวน 446,430 บาท ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท

จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า ค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็นจำนวน 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ถูกต้องกล่าวคือ ศาลชั้นต้นกำหนดให้ค่าเสียหายงานฉาบปูนตารางเมตรละ 100 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 42,000 บาท งานทาสีภายนอกอาคาร ให้ตารางเมตรละ 62 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 26,040 บาท งานซ่อมผนังร้าวชั้นสองจำนวน 1 จุด เป็นเงิน 1,200 บาท และงานซ่อมรอยร้าวที่ผนังและคานทั้งหมด 4 จุด ๆ ละ 2,000 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงินเพียง 77,240 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 102,080 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นคิดคำนวณให้ จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งในจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้แล้ว

ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องนี้จึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจแก้ไขคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อหักจำนวนเงินค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจำนวน 77,240 บาท ออกจากค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ในงวดงานที่ 7 ที่ 8 จำนวน 143,449 บาท ตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงคงเหลือค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์อยู่อีกเพียง 66,209 บาท เท่านั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 66,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · ไพโรจน์ วายุภาพ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดระยอง - นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางช่อฟ้า เกิดศิริ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1863/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2486

สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากสัญญาจะซื้อขายซึ่งมีการวางมัดจำหรือชำระราคาบางส่วนแล้วต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองซึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แม้ไม่มีเอกส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2546

สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ความจริงตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราดังกล่าวไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2545

สัญญาเช่าซื้อระบุให้ผู้เช่าซื้อนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเจ้าของ จึงเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อที่ต้องนำเงินค่างวดไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544

ข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยมีว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือ โทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอร์โยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น 1 ฟรี" ถือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2541

สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่จำเลยผู้ให้เช่าซื้อตกลงให้โจทก์เช่าซื้อที่ดินและบ้านพักอาศัยจำเลยผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อจะต้อง สร้างบ้านให้เสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้