Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความในหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีสาระสำคัญว่า ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น นั้น ได้แยกการอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ออกเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ เงินปันผลส่วนหนึ่ง และเงินอื่นๆ นอกจากนั้นอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของเงินปันผล พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการขออายัดคดีนี้ บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นของสมาชิกแต่ละคนที่ชำระแล้ว เงินปันผลจึงเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่สมาชิกทุกคนเป็นรายปีทุกๆ ปีขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่ ส่วนเงินอื่นๆ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (2) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้กระทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปีแต่ละปี เงินเฉลี่ยคืนจึงเป็นการจัดสรรจ่ายให้แก่เฉพาะสมาชิกบางคนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ และจ่ายเฉพาะในปีที่ทำเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายให้เป็นการเฉพาะในแต่ละครั้ง ไม่อาจจ่ายเป็นประจำทุกปีเสมอไปได้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 เพราะ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นของสมาชิกนั้น เว้นแต่สมาชิกภาพนั้นจะสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และไม่ทราบล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องจ่ายเมื่อใด จึงเป็นการจ่ายเฉพาะในแต่ละครั้งและไม่อาจจ่ายเป็นประจำปีรายได้เช่นกัน ดังนั้น คำขออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดในข้างต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดรวมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 335,270.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 312,364.44 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแทน แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิเรียกร้องจากผู้คัดค้านทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้ผู้คัดค้านจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ขอให้มอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและบังคับผู้คัดค้านให้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ในวันนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ โจทก์และผู้คัดค้านแถลงรับกันว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ผู้คัดค้านได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2548 แจ้งอายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ให้มอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใน 7 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย ปี 2549 ผู้คัดค้านส่งเงินปันผลประจำปี 2548 ของจำเลยที่ 1 จำนวน 6,799 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2550 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทราบว่า

จำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นสมาชิกผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 และไม่มีเงินส่วนได้ที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยผู้คัดค้านนำเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 109,200 บาท หักชำระหนี้เงินกู้สามัญจำนวน 428,000 บาท ที่ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านตามระเบียบของผู้คัดค้านและตามคำยินยอมของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ในหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ วันที่ 25 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้คัดค้าน ขออายัดเงินเฉลี่ยคืนค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 คู่ความคงโต้เถียงกันว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิได้รับจากการลาออกแล้วหรือไม่ โดยโจทก์แถลงว่า คำว่า "เงินอื่น ๆ" ตามหนังสือแจ้งอายัดรวมถึงค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วย

ผู้คัดค้านแถลงว่า หนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุเพียง ขออายัดเงินปันผลประจำปีและเงินอื่น ๆ โดยไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าเงินอื่นๆ นั้นเป็นเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ตามระเบียบปฏิบัติของผู้คัดค้าน กรณีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องมีหนังสืออายัด ระบุเงินปันผลหรือเงินค่าหุ้นไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อหนังสือแจ้งอายัดดังกล่าวไม่แจ้งชัดว่าอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ผู้คัดค้านสามารถหักเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ตามระเบียบของผู้คัดค้านและตามความยินยอมของจำเลยที่ 1 ในหนังสือสัญญากู้สำหรับเงินกู้สามัญ ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดการไต่สวนคำร้องดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 109,200 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน เพื่อทำการบังคับคดีต่อไป มิฉะนั้นจะถูกยึดทรัพย์ จับ จำขังหรือบังคับคดีตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า คำขออายัดเงินปันผลและเงินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งไปถึงผู้คัดค้าน มีผลครอบคลุมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 สมาชิกของผู้คัดค้านที่ได้มาเมื่อพ้นสมาชิกภาพหลังจากแจ้งอายัดแล้วด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อความในหนังสือแจ้งอายัดที่มีสาระสำคัญระบุว่า "...ขออายัดเงินปันผลและเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น โดยห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ใด แต่ขอให้ส่งมอบเงินอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย จนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." ตามข้อความดังกล่าวได้แยกการอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ออกได้เป็น 2 ส่วน

กล่าวคือ เงินปันผลส่วนหนึ่งและเงินอื่น ๆ นอกจากนั้นอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของเงินปันผล พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการขออายัดคดีนี้ บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นของสมาชิกแต่ละคนที่ชำระแล้ว เงินปันผลจึงเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่สมาชิกทุกคนเป็นรายปีทุก ๆ ปีขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่ ดังนั้นตามหนังสือแจ้งอายัด ในส่วนการอายัดเงินปันผลจึงมีสาระสำคัญเป็นว่า "...ขออายัดเงินปันผลของจำเลยที่ 1 ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." สำหรับในส่วนของเงินอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (2) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น

บัญญัติให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้กระทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปีแต่ละปี เงินเฉลี่ยคืนจึงเป็นการจัดสรรจ่ายให้แก่เฉพาะสมาชิกบางคนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ และจ่ายเฉพาะในปีที่ทำเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายให้เป็นการเฉพาะแต่ละครั้ง ไม่อาจจ่ายเป็นประจำทุกปีเสมอไปได้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 เพราะพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง (เดิม)ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกนั้น เว้นแต่สมาชิกภาพนั้นจะสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และไม่ทราบล่วงหน้าด้วยว่าจะต้องจ่ายเมื่อใด จึงเป็นการจ่ายเฉพาะแต่ละครั้งและไม่อาจจ่ายเป็นประจำรายปีได้เช่นกัน

ดังนั้น คำขออายัดในส่วนเงินอื่นๆ เมื่อสรุปสาระสำคัญของข้อความในหนังสือแจ้งอายัดแล้วจึงเป็นว่า "...ขออายัดเงินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 จนกว่าจะชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีเสร็จสิ้น..." และเห็นว่า คำขออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้แจ้งอายัดรวมถึงเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว

ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ในการแจ้งขออายัดกรณีอื่น ๆ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุไว้ชัดเจนว่าขออายัดทรัพย์สินอะไร แต่หนังสือแจ้งอายัดฉบับแรกไม่เป็นเช่นนั้น เห็นว่า การระบุทรัพย์สินที่จะอายัดไว้ในหนังสือแจ้งขออายัดโดยชัดเจนเป็นการดี แต่การที่จะระบุไว้กว้าง ๆ แต่ครอบคลุมพอที่จะปฏิบัติตามได้ก็ไม่ได้ผิดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดการขัดข้องในการปฏิบัติแต่อย่างใด และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดอีกฉบับหนึ่ง ก็ไม่เป็นผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของหนังสือแจ้งอายัดฉบับแรก ฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พิศล พิรุณ · ปิ่น ศรีเมือง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1830/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ605/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1062/2544
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้