Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6832/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ห้องควบคุมเรือบนชั้นดาดฟ้าที่จำเลยที่ 1 นำผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปข่มขืนกระทำชำเรานั้นแยกกันเป็นส่วนสัดจากชั้นล่างที่ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 อยู่ และที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จับผู้เสียหายที่ 2 ลงมาจากดาดฟ้ามาชั้นล่างนั้นก็เพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปขัดขวางการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อันเป็นต่อหน้าธารกำนัลแต่อย่างใด เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 ในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 145, 276,278, 281, 295, 310 ทวิ, 312 ทวิ และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก, 295, 276 วรรคแรก จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 276 วรรคแรก, 86ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานจำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 15 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกคนละ 10 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปีจำคุกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 คนละ 10 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 810/2538 นั้น คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย คงจำคุกจำเลยทั้งสามฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538เวลาประมาณ 17.30 นาฬิกา นางสาวมะณี ชูชาติ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายต๋อง ไม่มีนามสกุล ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนสัญชาติลาวกับชายอีกคนหนึ่งซึ่งผู้เสียหายทั้งสองบอกว่าชื่อนายชัยได้ขึ้นไปบนเรือแม่น้ำโขงปริ๊นเซสซึ่งจอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เพื่อรับประทานอาหารบนเรือซึ่งจำเลยที่ 1 เปิดขายอาหาร เมื่อขึ้นบนเรือและนั่งที่โต๊ะเพื่อรับประทานอาหารกันนั้นก่อนเรือจะออกจากท่านายชัยซึ่งอยู่ห่างกับผู้เสียหายทั้งสองได้ขอยืมโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อพูดโทรศัพท์ และต่อมานายชัยได้ลงไปจากเรือโดยไม่ได้คืนโทรศัพท์ให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นเรือได้ออกจากท่าแล่นไปตามลำน้ำโขง

จนเมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เรือได้กลับมาเทียบท่า จำเลยที่ 1 สอบถามผู้เสียหายทั้งสองถึงโทรศัพท์ที่นายชัยเอาไปนั้น ผู้เสียหายทั้งสองปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำของนายชัยดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้บนเรือ ต่อมาจึงปล่อยตัวผู้เสียหายทั้งสองไป ผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ตกลงใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 8,000 บาทผู้เสียหายทั้งสองจึงได้ถอนคำร้องทุกข์ข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังจำเลยทั้งสาม และผู้เสียหายที่ 1 ถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสามข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย

ล.1สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าธารกำนัลของจำเลยที่ 1 และการสนับสนุนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ห้องควบคุมเรือบนชั้นดาดฟ้าที่จำเลยที่ 1 ได้นำผู้เสียหายที่ 1ขึ้นไปข่มขืนกระทำชำเรานั้นแยกกันเป็นส่วนสัดจากชั้นล่างที่ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 อยู่ ดังปรากฏตามภาพถ่ายของเรือหมาย จ.11 จ.12 และ จ.13 แล้วจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จับผู้เสียหายที่ 2 ลงมาจากดาดฟ้ามาชั้นล่างนั้นก็เพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปขัดขวางการข่มขืนกระทำชำเราของผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้นลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อันเป็นต่อหน้าธารกำนัลแต่อย่างใด

ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 ในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองตามรายงานประจำวันเอกสารหมาย ล.1 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ · พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้