Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2564 (เลขอ้างอิง 682203)

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทล้มละลาย โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและแจ้งต่อ

เนื้อความคำพิพากษา

คดีที่ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทล้มละลาย โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและแจ้งต่อจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้จดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ เป็นเหตุให้ชื่อโจทก์ทั้งสองปรากฏอยู่ในสารบบทะเบียนของบริษัทมหาชนจำกัดที่ล้มละลาย

ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจ และสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการจดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท

จ. จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยที่ ๓ ได้พิจารณาแล้วมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองว่า ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย บริษัทเป็นอันเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๕๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำให้สภาพการเป็นนิติบุคคลของบริษัทได้สิ้นสุดลง จึงไม่มีกรณีที่นายทะเบียนจะต้องรับจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัท ดังนี้ การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียน มีหน้าที่ในการจดทะเบียน หรือแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ

เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวร หรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน คำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕๔ (๒) ไม่ได้บัญญัติให้ดำเนินการเลิกบริษัทอย่างไร และปัจจุบันบริษัทยังคงสถานะการเป็นบริษัทมหาชนจำกัดอยู่

กรรมการบริษัทยังทำธุรกรรมและจัดการกิจการอื่นที่นอกเหนือจากการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินได้ การปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนของจำเลยที่ ๓ จึงทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ ๓ พิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสองใหม่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓)

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยพิจารณาคำขอให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (ไม่มี -) - -

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
70/2564
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้