Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์" การที่เมื่อถึงวันตรวจ จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมไปตรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วศาลล่างทั้งสองนำบทข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมาบังคับใช้นั้นไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคสาม เนื่องจากการจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการตรวจเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้นได้ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้ไปตรวจเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงรับคำร้อง รับคำคัดค้านและสำเนาให้อีกฝ่าย ยังมิได้มีคำสั่งเลยว่าให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง คือโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ธ. ไปดำเนินการตรวจสารพันธุกรรม กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานเป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม มาใช้บังคับในคดีได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าเด็กชาย ธ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กชาย ธ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย กับให้จำเลยที่ 1 ไปแจ้งต่อนายทะเบียนให้แก้ไขว่าโจทก์เป็นบิดา หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เด็กชาย ธ. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองแต่งงานกันตามประเพณีและอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2547 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2555 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรส ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 คลอดเด็กชาย ธ. ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดา จำเลยที่ 2 เป็นบิดา โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้อ้างว่าเด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองยกอ้างเป็นปัญหาวินิจฉัยข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมมาให้ตรวจโดยมีเหตุผลสมควร

กรณีจึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมาบังคับใช้ได้นั้น คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ขอให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสารพันธุกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวต่อกัน กรณีไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสารพันธุกรรม ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์ หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งใดๆ เกี่ยวกับคำขอดังกล่าวของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ขอตรวจสารพันธุกรรมแต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอม

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องการให้มีการตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อคู่ความฝ่ายใดร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควร ตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี...

ทั้งนี้ ถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้" และมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติว่า "หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น" ตามบทบัญญัติมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงมีความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อคู่ความหรือศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจสารพันธุกรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความไปดำเนินการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว และหากศาลได้มีคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว

คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมไปตรวจหรือกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว กรณีจะต้องด้วยมาตรา 160 วรรคสาม ตอนท้ายว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น แต่คดีนี้ โจทก์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้มีการตรวจสารพันธุกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านเข้ามา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์" ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งเลยว่าให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง คือโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ธ. ไปดำเนินการตรวจสารพันธุกรรม กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานเป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม

ตอนท้ายมาใช้บังคับในคดีนี้ได้ เนื่องจากกรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรและได้มีคำสั่งให้มีการตรวจสารพันธุกรรมแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอม อันจะต้องด้วยข้อสันนิษฐานดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อสันนิษฐานดังกล่าวมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทั้งสองปฏิเสธการตรวจพิสูจน์โดยมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความสอดคล้องรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติออสเตรเลีย เมื่อปี 2550 ถึง 2551 ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยน

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกเปิดสถาบันสอนภาษาสมาร์ทเลินนิ่ง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ในปี 2550 สถาบันสอนภาษาของจำเลยที่ 1 ต้องการครูชาวต่างชาติช่วยงานอิงลิชแคมป์ ต่อมามีผู้แนะนำโจทก์ไปช่วยทำงานดังกล่าว ทำให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 รู้จักกัน โจทก์เดินทางกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาในปี 2554 โจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกจนสิ้นปี 2554 จึงเดินทางกลับ โจทก์พักอยู่ที่โรงแรมแสนสบาย ตั้งอยู่ข้างๆ สถาบันสอนภาษาสมาร์ทเลินนิ่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เคยไปพบโจทก์ที่โรงแรมดังกล่าวในเวลากลางวัน เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศออสเตรเลียแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ติดต่อกันทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล

จำเลยที่ 1 ได้ส่งอีเมลถึงผลการตรวจอัลตราซาวนด์ให้โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 คลอดทารกในครรภ์ออกมาเป็นเด็กชาย ธ. จำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนกับนางสาวภิญญาพัชญ์ ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำเลยที่ 1 แนะนำโจทก์ให้รู้จักนางสาวภิญญาพัชญ์ นางสาวภิญญาพัชญ์รับราชการเป็นครูที่โรงเรียนทัพรั้งวิทยาคม ระหว่างวันที่ 6 ถึง 23 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนทัพรั้งวิทยาคม เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศออสเตรเลียได้เขียนอีเมล์ติดต่อกับนางสาวภิญญาพัชญ์ โจทก์เบิกความว่า ในช่วงปี 2550 ถึง 2554 โจทก์พักที่โรงแรมใกล้กับสถาบันสอนภาษาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไปพบโจทก์ที่โรงแรมและมีเพศสัมพันธ์กันหลายครั้ง

ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์เพราะมีจำเลยที่ 2 เป็นสามีอยู่แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะเคยไปพบโจทก์ที่โรงแรม แต่ไปในช่วงเวลากลางวัน และพบที่ชั้นล่างของโรงแรม คำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพยานยันกันปากต่อปาก ไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เคยมีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้มีการติดต่อกันทางอีเมล ซึ่งเป็นการเขียนจดหมายโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทำคำแปลมาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างคำแปลที่แตกต่างไปจากคำแปลของโจทก์ เช่นนี้ ศาลย่อมรับฟังอีเมลในฉบับภาษาอังกฤษที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับข้อความเข้ามาวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องพิจารณาจากคำแปลที่โจทก์จัดทำมา ซึ่งตามอีเมลดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ส่งข้อความกล่าวถึงโจทก์ด้วยความคิดถึง การคาดหมายจะได้อยู่ร่วมกับโจทก์ทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยที่ 1 กล่าวถึงความรู้สึกตอนที่อยู่ในอ้อมกอดของโจทก์ ชอบรอยยิ้ม และช่วงเวลาที่สบตากันโดยคิดว่าโจทก์รู้สึกเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อความแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกในทางชู้สาวทั้งสิ้น นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ส่งผลอัลตราซาวนด์ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งอีเมลตอบว่าโจทก์ไม่ได้เรียกร้องให้ส่งมา เพราะคำพูดของจำเลยที่ 1 ที่บอกก็เพียงพอแล้ว ข้อความดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบจดหมายโต้ตอบระหว่างโจทก์กับนางสาวภิญญาพัชญ์ เพื่อนของจำเลยที่ 1 ตามอีเมลฉบับแรก นางสาวภิญญาพัชญ์เขียนว่า ตอนพบโจทก์เมื่อ 4 ปีก่อน

นางสาวภิญญาพัชญ์ชอบโจทก์และรู้ว่าเพื่อนของตนชอบโจทก์เช่นกัน ฉบับที่สาม นางสาวภิญญาพัชญ์เขียนว่า ต้องการให้โจทก์ดูแลเจี๊ยบ (หมายถึงจำเลยที่ 1) และลูกของโจทก์ และไม่ทราบว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้พูดจากันเกี่ยวกับเรื่องลูกอย่างไร ฉบับที่สี่ เขียนว่า ถ้าโจทก์มาประเทศไทยเมื่อลูกของโจทก์คลอดแล้ว นางสาวภิญญาพัชญ์จะเล่ารายละเอียดของเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ตามข้อความทางอีเมลและผลการตรวจอัลตราซาวน์ ได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความชอบพอ เคยกอดกัน จำเลยที่ 1 ปรารถนาจะอยู่กับโจทก์ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้ส่งผลการตั้งครรภ์ให้โจทก์ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 จึงทำให้ข้อเท็จจริงตามอีเมลและผลการตรวจอัลตราซาวนด์สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์

ต่างจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า โจทก์มารบกวนด้วยการติดต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงส่งผลการตั้งครรภ์ให้โจทก์เพื่อตัดบทนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อความในอีเมลที่จำเลยที่ 1 ส่งไปยังโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 เขียนว่า "...ฉันยอมรับว่าเราไม่รักกันและกัน และความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ถูกต้อง ถ้าเช่นนั้นเราจะเลี้ยงดูลูกของเราด้วยกันได้อย่างไร...เลสลี่ย์ (หมายถึงจำเลยที่ 2) คือคนที่ฉันต้องการอยู่ด้วย..." ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์เคยมีเพศสัมพันธ์กัน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์เรื่องบุตรในครรภ์ เด็กชาย ธ. จึงเป็นบุตรของโจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย กรณีไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นพพร โพธิรังสิยากร · พฤษภา พนมยันตร์ · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา - นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชพ142/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ417/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ226/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้