Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6813/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลดค่าเสียหายลงนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้นและชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ฎีกาในส่วนดอกเบี้ยโจทก์เพิ่งยกเป็นประเด็นขึ้นว่าในชั้นฎีกาจึงไม่ใช่ข้อที่ว่ากันมาในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,973,725.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 265,813 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 1331 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 5,783,327.04 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 กันยายน 2541 เป็นต้นมา ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้นายเสมา พนักงานของโจทก์ไปรับรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 โดยทำบันทึกการรับรถยนต์คืน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า นายเสมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่า ได้รับรถยนต์ซึ่งอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดๆ

อีก เห็นว่า นายเสมาเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ไปรับมอบรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อมาจากโจทก์คืนไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเสมาเป็นตัวแทนของโจทก์ไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ตามใบรับมอบสินค้า นาน 5 เดือนเศษ ทำให้มีข้อพิรุธน่าสงสัย เมื่อหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้ให้อำนาจแก่นายเสมาไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1 นายเสมาทำบันทึกตกลงเรื่องค่าเสียหายโดยปราศจากอำนาจบันทึกข้อตกลงจึงไม่ผูกพันโจทก์แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดค่าเสียหายต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามมีว่า ค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้ผู้อื่นเช่าควรมีจำนวนเท่าใด

จำเลยทั้งสามฎีกาในส่วนค่าขาดราคาว่า รถยนต์เช่าซื้อในราคา 5,783,327.04 บาท โจทก์ใช้เงินลงทุนเพียง 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 20 งวด เป็นเงิน 2,400,000 บาทเศษ แต่โจทก์อ้างว่าขายรถยนต์ให้บุคคลภายนอกในราคา 2,060,000 บาท นั้นเป็นไปไม่ได้ โจทก์ขายรถยนต์ได้ในราคาสูงกว่าที่กล่าวอ้าง เมื่อนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มารวมกับค่าเช่าซึ้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ 2,409,719 บาท โจทก์จะได้รับเงินสูงกว่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 5,783,327.04 บาท โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนโจทก์ฎีกาว่า แม้ค่าเช่าซื้อรถยนต์จะรวมต้นเงินและดอกเบี้ยล่วงหน้าตามระยะเวลาค่างวดเช่าซื้อมิใช่ราคารถยนต์อย่างเดียว แต่โจทก์มีค่าใช้จ่ายอื่นเป็นค่าดอกเบี้ยที่ยืมเงินมาเพื่อซื้อรถยนต์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดราคาเป็นเงิน 214,365 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 91,448 บาท

นั้น ต่ำกว่าความเป็นจริง เห็นว่า จำเลยทั้งสามมีเพียงนายวิฑูรย์ พนักงานของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใดๆ โดยไม่มีหลักฐานใดมาประกอบจึงเป็นแต่คำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่เมื่อพิจารณาจากราคารถยนต์ที่ให้เช่าซื้อประกอบกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อและราคารถยนต์ที่ขายได้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดราคาให้โจทก์จำนวน 500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เดือนละ 120,485,98 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ของโจทก์หลังจากเลิกสัญญาเช่าซื้อกันแล้วเป็นเวลา 5 เดือน 17 วัน จึงส่งมอบรถยนต์คืน

สมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จำนวน 111,333 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น โจทก์เพิ่งยกประเด็นข้อนี้ขึ้นว่าในชั้นฎีกา จึงไม่ใช่ข้อที่ว่ากันมาในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 611,333 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · ชวลิต ตุลยสิงห์ · สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้