Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2513 (เลขอ้างอิง 67992)

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายผู้เป็นโจทก์มีส่วนกระทำการอันเป็นละเมิดนั้นอยู่ด้วย ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของผู้เสียหายหมดไป แม้สัญญาการเดินรถร่วมกันระหว่างบริษัทจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถ จะไม่มีกรรมการลงชื่อแทนบริษัทอันเป็นการผิดข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 3 ก็ตาม เมื่อบริษัทจำเลยที่ 3 รับเอาผลของสัญญา และปล่อยให้รถของจำเลยที่ 2 เดินร่วมทางและให้อยู่ในความควบคุมของจำเลยที่ 3 รับส่งคนโดยสารในปกติธุรกิจของตนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถคันนี้แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำการอันเป็นละเมิดขึ้นจำเลยที่ 3 ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในผลแห่งการละเมิดนั้นด้วย การคำนวณค่าสินไหมทดแทนในกรณีละเมิดนั้น เมื่อความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดนั้น ผู้เสียหายมีส่วนกระทำการละเมิดนั้นอยู่ด้วย ก็ต้องนำบทบัญญัติมาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ แต่ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกเอาเหตุที่โจทก์มีส่วนประมาทด้วยมาเป็นข้อวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ โจทก์ต่างคนกัน จำเลยเป็นคน ๆ เดียวกัน ศาลพิจารณาพิพากษารวมเข้าด้วยกัน โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารซึ่งมีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าที่เป็นคนขับ ร่วมกันรับผิดในการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไปในทางการที่จ้างโดยประมาทรถยนต์ซึ่งเป็นของโจทก์ในคดีหลัง โดยโจทก์ในคดีแรกเป็นคนขับ ทำให้โจทก์ในสำนวนแรกได้รับอันตรายแก่กาย และรถของโจทก์ในคดีหลังเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีแรก ๖,๑๘๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์คดีหลังเป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน ๕๘,๗๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยจากวันฟ้องด้วย

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การรับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างขับรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งเป็นของจำเลยที่ ๒ จริง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำประมาท แต่เป็นเพราะโจทก์ในคดีแรกประมาทขับรถตัดหน้ารถจำเลยที่ ๑ ในระยะกระชั้นชิด จึงเป็นเหตุให้ชนกัน โจทก์คดีแรกจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายของโจทก์ทั้ง ๒ สำนวนไม่ถึงตามจำนวนที่เรียกร้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับร่วมกัน จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ๆ ไม่เคยใช้รถยนต์คันนี้รับส่งคนโดยสาร การที่ชนกันไม่ใช่ความประมาทของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นความประมาทของโจทก์ในคดีแรกเอง ค่าเสียหายก็ไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ และนำรถเข้าวิ่งร่วมทางเดียวกับรถยนต์ของบริษัทจำเลยที่ ๓ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดร่วมกัน พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์สำนวนแรก ๓,๖๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้เงินแก่โจทก์สำนวนหลัง ๓๑,๑๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๓ ผู้เดียวอุทธรณ์ว่า หลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่ารถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับ เป็นของจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคดีอาญา หมายเลขแดงที่ ๘๐๓/๒๕๐๗ ของศาลแขวงสงขลาแล้วว่า โจทก์ในคดีแรกเป็นผู้ประมาทเลินเล่อในเหตุรถชนกันนี้ด้วย โจทก์คดีแรกจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในคดีแรกไม่เกิน ๒๐๐ บาท คดีหลังเสียหายไม่เกิน ๑๒,๐๐๐ บาท

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ แต่รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับ เป็นรถที่ร่วมวิ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับรถของบริษัทจำเลยที่ ๓ การที่ลูกจ้างบริษัทจำเลยที่ ๓ ลงชื่อและประทับตราบริษัทในสัญญาเดินรถร่วม จำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ ๓ ๆ ก็ได้รับเอาผลของนิติกรรมนั้นตลอดมา บริษัทจำเลยที่ ๓ จะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ปรากฏว่าโจทก์ในคดีแรกเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย แต่จำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อมากกว่า ค่าเสียหายจึงคำนวณให้ตามส่วน พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์คดีแรก ๒,๔๖๓ บาท โจทก์คดีหลัง ๒๐,๗๖๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่ง จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์คดีหลังฎีกาว่า

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับน้อยลงโดยถือว่าโจทก์ในคดีแรกคนขับรถของโจทก์ในคดีหลังประมาทเลินเล่อด้วยนั้นยังไม่ชอบ เพราะมิใช่ประเด็นที่ว่ากันมาแต่ศาลชั้นต้น และจำเลยมิได้สืบหักล้าง อีกทั้งคนขับรถของโจทก์คดีหลังไม่ประมาท จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า โจทก์คดีแรกไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นผู้เสียหายมีส่วนประมาทด้วยกัน จำเลยที่ ๓ ไม่ใช่เจ้าของรถคันที่จำเลยคดีแรกขับ จำเลยไม่ต้องรับผิด ศาลอุทธรณ์คิดค่าเสียหายให้โจทก์มากเกินสมควร

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีแพ่งหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ แม้ทางพิจารณาในส่วนอาญาจะฟังว่าโจทก์มีส่วนประมาทอยู่บ้าง ก็หาทำให้อำนาจฟ้องทางแพ่งของโจทก์หมดไปไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายทำให้โจทก์เสียหายแล้ว โจทก์จะเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ศาลจะต้องคำนึงถึงความเสียหายว่าฝ่ายใดก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๒ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ประเด็นในเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับความเห็นของศาลอุทธรณ์ แม้สัญญาฉบับลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๐๖ นี้จะไม่มีกรรมการบริษัทลงชื่อแทนจำเลยที่ ๓ ก็ตาม เมื่อจำเลยที่ ๓ รับเอาผลของสัญญา และปล่อยให้รถจำเลยที่ ๒ เดินร่วมทางและให้อยู่ในความควบคุมของจำเลยที่ ๓ รับส่งคนโดยสารในปกติธุรกิจของตนเช่นนี้

ถือว่าจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถคันนี้แล้ว จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดร่วมต่อโจทก์ ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๓ ฎีกา เห็นว่าสมควรแล้ว ไม่มีทางกลับแก้ ประเด็นในเรื่องศาลอุทธรณ์แก้ค่าเสียหายตามที่โจทก์คดีแรกฎีกา เห็นว่า การคำนวณค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ฉะนั้นในเรื่องนี้ เมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้เสียหายประกอบด้วย ก็ต้องนำบทบัญญัติมาตรา ๔๔๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาบังคับแก่กรณี ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นชอบด้วย โจทก์เถียงว่าโจทก์คดีแรกไม่ได้ประมาทนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสุรชัยเอง คำร้อยตำรวจโทวีระ พนักงานสอบสวน แผนที่เกิดเหตุ และสำนวนคดีอาญาแดงที่ ๘๐๓/๒๕๐๗ ของศาลแขวงสงขลา ฟังได้ว่าสิบตำรวจเอกสุรชัยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย เป็นเหตุให้รถชนกัน ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร หุตะโกวิท · ชลอ บุปผเวส · จรัญ อิศระ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายอนันต์ ยินดีผล
ศาลอุทธรณ์ - นายแผลง สระวาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้