Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6789/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ คำว่า มีไว้ในครอบครองนั้น พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษจึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปว่า คือการมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแล โดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครองจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อกฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิด โดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุในมาตรา 4 ดังกล่าวจึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเป็นการบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติกซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดแก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าว เหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2721/2547 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งบรรจุ รวมบรรจุเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 111 เม็ด น้ำหนัก 9.78 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ซึ่งมีหน่วยการใช้เกินกว่า 15 หน่วยการใช้ และน้ำหนักสารบริสุทธิ์เกินกว่า 1.5 กรัมขึ้นไป โดยการผลิตดังกล่าวได้กระทำเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลวยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคสาม, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกโทษจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ขออีกไม่ได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย โจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างไม่ฎีกาจึงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งกันจึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงใต้

อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดพลาสติกหลอดละ 10 เม็ด 4 หลอด หลอดพลาสติกหลอดละ 1 เม็ด 63 หลอด เมทแอมเฟตามีนที่ยังไม่บรรจุหลอดพลาสติกอีก 8 เม็ด ไฟแช็ก 1 อัน มีดคัทเตอร์ 1 เล่ม และหลอดพลาสติกเปล่า 16 หลอด เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ในคดีอื่นจึงอายัดตัวมาดำเนินคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 111 เม็ด น้ำหนัก 9.78 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดพลาสติก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า

จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจกฤศน์วัตและจ่าสิบตำรวจประยงค์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเข้าจับกุมได้แอบดูที่รอยแตกของฝาบ้านที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั่งอยู่ในห้องจำเลยที่ 2 กำลังเอาเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติก จำเลยที่ 1 ใช้ไฟแช็กลนปิดหัวท้ายหลอดพลาสติกซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน ขณะนั้นนางสาวสราญจิต ซึ่งพักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจึงขอให้เคาะประตูห้องเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 เดินมาเปิดประตูห้อง พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมของกลางซึ่งวางอยู่ที่พื้นห้อง และโจทก์มีนางสาวสราญจิตซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 และเป็นพี่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความสนับสนุนพยานผู้จับกุมทั้งสองว่า

เมื่อขี่รถจักรยานยนต์กลับมาถึงบ้านที่เกิดเหตุเห็นเจ้าพนักงานตำรวจแอบมองที่ช่องรอยแตกของฝาบ้าน และเจ้าพนักงานตำรวจใช้ให้เคาะประตูห้อง ขณะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เห็นเมทแอมเฟตามีนกองอยู่ที่พื้นห้อง เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ส่วนนางสาวสราญจิตก็เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษทั้งในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันจึงมีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า

จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องที่เกิดเหตุเพื่อช่วยจำเลยที่ 2 เปลี่ยนหน้ากากและเสียงกริ่งเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น จำเลยที่ 2 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุประตูห้องที่เกิดเหตุปิดล็อกอยู่และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เปิดประตูห้องที่เกิดเหตุเมื่อนางสาวสราญจิตเคาะเรียก เห็นว่าหากจำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องที่เกิดเหตุเพียงเพื่อช่วยจำเลยที่ 2 เปลี่ยนหน้ากากและเสียงกริ่งเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ไม่มีเหตุผลประการใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องปิดล็อกประตูห้องที่เกิดเหตุไว้ การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษสูงซึ่งผู้กระทำผิดย่อมกระทำอย่างลับๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ถ้าจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดก็ไม่มีเหตุให้ผู้กระทำผิดยอมให้จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นอยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วย

พยานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ในห้องที่เกิดเหตุ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การครอบครองเมทแอมเฟตามีนต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตน เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 3 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองนั้น เห็นว่า การครอบครองโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง เป็นเรื่องการได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษนั้นเป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา คำว่ามีไว้ในครอบครองนั้นพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษ จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปว่า

การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนคือการมีเมทแอมเฟตามีนนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครอง ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดพลาสติกเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดผลิตนำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทแล้วเห็นได้ว่า

กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพเปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นกฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุในมาตรา 4 ดังกล่าวจึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ

ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเป็นการบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติกซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดแก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 300,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 280/2545 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · รัตน กองแก้ว · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้