Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางเป็นประกันนั้นพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ไม่ได้บัญญัติให้มีผลเช่นเดียวกับวางเงินประกัน จึงไม่อาจถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าได้ชำระเงินอากรที่ได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนดดังเช่น วางเงินประกัน ตามมาตรา 112 ทวิวรรค 2 ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ขาดก็ย่อมต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

การวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางเป็นประกันนั้นพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ไม่ได้บัญญัติให้มีผลเช่นเดียวกับวางเงินประกัน จึงไม่อาจถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าได้ชำระเงินอากรที่ได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนดดังเช่น วางเงินประกัน ตามมาตรา 112 ทวิวรรค 2 ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ขาดก็ย่อมต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามกฎหมายโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2524 จำเลยได้นำสินค้าเส้นใยดิบโพลีเอสเตอร์ พี.โอ.วาย.เกรดเอจากเมืองไต้หวันเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530 สำแดงราคาสินค้า 1,662,907.72 บาท และแบบแสดงรายการการค้าเลขที่

ซี 114-00396 สำแดงราคาสินค้า 964,950บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไม่เชื่อว่าราคาที่จำเลยสำแดงจะเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจึงให้จำเลยวางประกันค่าภาษีอากรในขณะเดียวกันจำเลยได้นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุ เพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศซึ่งจำเลยจะได้รับคืนอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482มาตรา 19 ทวิ ดังนั้น จำเลยจึงให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด ค้ำประกันการชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเป็นเงิน 908,000 บาท และ 525,000 บาท ตามลำดับ จากนั้นจึงตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวไปใช้ในการผลิต

ผสม ประกอบ หรือบรรจุเพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้าเพียงบางส่วน ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าภาษีอากรสำหรับสินค้า ส่วนที่ไม่ได้นำไปผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุเพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศ เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้ประเมินภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้า และแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวเป็นเงิน 712,769.69 บาท และ 418,370.10 บาท ตามลำดับ ซึ่งค่าภาษีอากรดังกล่าวยังไม่รวมเงินเพิ่ม จากนั้นเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบและแจ้งให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด ผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรตามที่ประเมินธนาคารแหลมทอง จำกัด ได้นำเงินตามที่ค้ำประกันไว้ไปชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำนวนเงินไม่คุ้มกับค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำเลยจะต้องชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่

ซี 104-00530 และ ซี 114-00396 อีก243,003.68 บาท และ 150,595.97 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1ได้แจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ยังขาด แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้อง ซึ่งเมื่อคิดเงินเพิ่มนับตั้งแต่วันที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด นำเงินตามที่ค้ำประกันไปชำระจนถึงวันฟ้องสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530และ ซี 114-00396 เป็นเงิน 172,532.58 บาท และ 106,923.12 บาทตามลำดับ เมื่อรวมกับภาษีอากรที่จำเลยยังจะต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 673,055.35 บาท ขอศาลพิพากษาให้จำเลยชำระอากรขาเข้าค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ค่าภาษีการค้าและค่าภาษีบำรุงเทศบาลและเงินเพิ่มจำนวน 673,055.35 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษที่ค้างชำระจำนวน 348,435.82บาท เดือนละ 3,484.3582 บาท

นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีการค้าที่ค้างชำระจำนวน 41,057.97 บาท เดือนละ 41,057.97 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีการค้าที่ค้างชำระและให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้านับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำนวนเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์ที่ 1 ประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530 และเลขที่ ซี 114-00396 เป็นเงิน 712,769.69บาท และ 418,369.10 บาท

นั้นเป็นจำนวนเงินต่ำกว่าที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด ค้ำประกันอยู่มาก แต่โจทก์ที่ 1 หาได้แจ้งให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด นำเงินค่าภาษีอากรตามที่ค้ำประกันไว้ไปชำระภายในกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องชำระไม่ ทั้งนี้เพราะโจทก์จะได้คิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษเงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งส่อเจตนาที่ไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าร้อยละ 20 ของต้นเงินอากรขาเข้าและเงินค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทั้งนี้เพราะในหนังสือแจ้งการประเมิน หาได้กำหนดเวลาให้จำเลยต้องชำระแต่อย่างใด นอกจากนั้นโจทก์ยังได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภายใน 10 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งซึ่งเป็นการให้เวลาน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

หนังสือแจ้งการประเมินที่เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 20 จึงเป็นหนังสือแจ้งการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเอกสาร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2528 ต่อมาวันที่ 20มิถุนายน 2528 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่ม แสดงว่าโจทก์คิดเงินเพิ่มจากจำเลยภายหลังจากที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเพียง 3 วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหากจำเลยจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าร้อยละ 20 จำเลยก็ไม่ควรจะต้องเสียในอัตราสูงสุดเพราะเป็นกรณีที่จำเลยมีธนาคารแหลมทอง จำกัด ค้ำประกันการชำระค่าภาษีอากรอยู่แล้วและวงเงินที่ค้ำประกันสูงกว่าต้นเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์ประเมินมากศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร 673,055.35บาท

พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษ 348,435.82 บาท ซึ่งคิดเป็นเดือนละ 3,484.3582 บาท และเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีการค้า 41,057.97 บาท ซึ่งคิดเป็นเดือนละ 410.5797 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ แต่เงินเพิ่มภาษีการค้าต้องไม่เกินภาษีการค้าและให้จำเลยชำระภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้านับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นตามที่จำเลยอุทธรณ์ 2 ข้อ

คือ (1) การที่โจทก์ไม่เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยให้ชำระหนี้พร้อมกับการแจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลย ทำให้การประเมินภาษีอากรตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ (2) จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มให้โจทก์หรือไม่เพียงใด สำหรับประเด็นข้อ (1)

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยมีธนาคารค้ำประกันหนี้ค่าภาษีอากรเท่ากับจำเลยวางเงินสดค้ำประกัน โจทก์ที่ 1 สามารถเรียกเก็บได้ทันทีซึ่งหากเป็นเช่นนั้นโจทก์ที่ 1 ก็ไม่อาจเรียกเก็บเงินเพิ่มร้อยละ20 จากจำเลยได้ เพราะวงเงินค้ำประกันสูงกว่าหนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์ที่ 1 ประเมินมาก การกระทำของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมศุลกากรให้คืนเงินอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา19 ทวิ หรือไม่ก็ตาม จะนำของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรจนครบถ้วนเสียก่อน เว้นแต่จะได้วางประกันค่าอากรไว้ต่ออธิบดีกรมศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ. 2469มาตรา 40 และมาตรา 112 การวางประกันดังกล่าวกระทำได้2 วิธีคือ วางเงินไว้เป็นประกันกับการนำหนังสือค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคารมาวางเป็นประกัน ในกรณีวางเงินเป็นประกัน ถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินและแจ้งให้ทราบภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งและเงินที่วางประกันไว้คุ้มกับค่าอากรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว ก็ให้เก็บเงินประกันดังกล่าวเป็นค่าอากรตามจำนวนที่ประเมินได้ทันที และให้ถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าได้ชำระเงินอากรที่ได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ตามมาตรา 112 ทวิ วรรค 2 แต่กรณีนำหนังสือค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคารวางเป็นประกันมิได้มีบทบัญญัติมาตราใดแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ. 2469บัญญัติให้มีผลเช่นเดียวกับการวางเงินประกันดังกล่าวข้างต้นดังนั้น ในกรณีที่จำเลยไม่นำสินค้าที่นำเข้ามาทั้งหมดไปใช้ในการผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุเพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ (ง) จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับคืนอากรขาเข้าตามมาตราดังกล่าว และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำอากรขาเข้า ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ไปชำระมิใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องติดตามทวงถามให้จำเลยชำระค่าอากรดังกล่าว ทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันทันทีและมิได้กำหนดระยะเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ติดตามทวงถามแต่อย่างใด

พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินได้ภายในอายุความ เมื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ขาดก็ย่อมต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้เรียกเก็บเงินจากธนาคารหลังจากแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น การประเมินภาษีอากรของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้วสำหรับประเด็นข้อ 2 ที่ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากร และเงินเพิ่มให้โจทก์หรือไม่เพียงใด...จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้