Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 67586)

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การซื้อขายข้าวเปลือกราคาเกินกว่า 500 บาท เมื่อจำเลยตวงข้าวไปจากโจทก์แล้ว ถือได้ว่ามีการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรค 2 แล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ฟ้องเรียกราคาข้าวจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (2) ที่ห้ามไม่ให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาข้าวที่ขายให้จำเลยโดยไม่มีเอกสารเป็นหนังสือมาแสดง แม้เอกสารจะมีข้อความว่า " รับฝากข้าวเปลือก" โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าเป็นเรื่องซื้อขายข้าวกัน จำเลยที่ 2 กระทำในนามผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เอาตราของบริษัทจำเลยที่ 1 มาดีประทับด้วย ถือว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวไปจากโจทก์ แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซื้อเชื่อข้าวเปลือกเจ้าจากโจทก์ ดังนี้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ผู้ประกอบกสิกรรมฟ้องเรียกเอาค่าผลิตผลแห่งกสิกรรมที่ได้ขายให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทโรงสี กรณีไม่เข้าอยู่ในบังคับแห่งอายุความ 2 ปี อายุความจึงมีกำหนด 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อข้าวเปลือกเจ้าของนายโกร๋ยโจทก์จำนวน ๗ เกวียน ราคา ๗,๐๐๐ บาท โดยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน ๒๕๐๐ โจทก์ส่งมอบข้าวให้จำเลย ครั้นถึงเดือนกันยายน ๒๕๐๐ โจทก์ไปขอรับเงิน จำเลยไม่มีเงินชำระ โจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๐๐ ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา ๕ ปีเศษ โจทก์ขอคิดเอาเพียง ๕ ปี เป็นเงิน ๒,๖๒๕ บาท และเนื่องจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้สมคบกันฉ้อโกงโจทก์โดยจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และสมยอมกันให้จำเลยที่ ๓ โอนกิจการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ไปเป็นของจำเลยที่ ๓ ฉนั้น

ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการของบริษัท จำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกันรับผิดด้วย จึงขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๙,๖๒๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี ในเงินต้น ๗,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันฟ้อง ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ ๒-๓ ชำระแทน เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๐๒ จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อข้าวเปลือกเจ้าของนายสละโจทก์เป็นจำนวน ๓๐ เกวียน ๙๒ ถัง ราคา ๓๕,๕๕๘ บาท โดยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน ๒๕๐๒ โจทก์ได้ส่งมอบข้าวดังกล่าวให้จำเลยครั้นถึงเดือนกันยายน ๒๕๐๒ โจทก์ไปขอรับเงิน จำเลยไม่มีเงินชำระให้โจทก์ โจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๐๒ ถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๓ ปี ๘ เดือน เป็นเงิน ๙,๕๕๖ บาท ให้โจทก์และเนื่องจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้สมคบกันฉ้อโกงโจทก์โดยจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และสมยอมให้จำเลยที่ ๓ โอนกิจการของจำเลยที่ ๑ ไปเป็นของจำเลยที่ ๓ ฉนั้น ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกันรับผิดด้วย จึงขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๕,๑๑๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน ๓๕,๕๕๘ บาท ตั้งแต่วันฟ้อง ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ ๒-๓ ชำระแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การต่อสู้ทั้งสองสำนวนมีใจความว่าเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยซื้อเชื่อข้าวเปลือกเจ้าของโจทก์และไม่เคยสัญญาว่าจะชำระเงินให้ในเดือนกันยายน ๒๕๐๐ และเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๐๒ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยซื้อข้าวเปลือกเจ้าของโจทก์

หากจะมีก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้สมยอมกับผู้ถือหุ้นโอนกิจการของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมสิทธิทั้งหมดแต่ผู้เดียว คดีโจทก์ทั้งสองสำนวนขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน นายแหลมจำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีสองสำนวนว่า จำเลยรับฝากข้าวเปลือกจากโจทก์ไว้จริง แต่โจทก์ได้มาคิดเอาเงินราคาข้าวเปลือกไปจากจำเลยหมดสิ้นแล้วระยะเวลาที่ฝากข้าวถึงบัดนี้ก็เป็นเวลา ๖ ปีและ ๔ ปีแล้ว แต่โจทก์มิได้คืนใบรับฝากข้าวให้จำเลย จึงขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อข้าวเปลือกเจ้าจากนายโกร๋ยโจทก์ ๗ เกวียนเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท และซื้อจากนายสละโจทก์ ๓๐ เกวียน ๓๒ ถังเป็นเงิน ๓๕,๕๕๘ บาทและยังไม่ได้ชำระราคาค่าข้าวดังกล่าวให้ผู้ขาย แต่เห็นว่าคดีที่นายโกร๋ยเป็นโจทก์ฟ้องขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว

ส่วนคดีที่ยานสละเป็นโจทก์ยังไม่ขาดอายุความและเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ไปซื้อข้าวดังกล่าว-จากโจทก์ เป็นการทำแทนจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าข้าวเปลือก และดอกเบี้ยตามฟ้องรวมทั้งสิ้น ๔๕,๑๑๔ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีในเงินต้น ๓๕,๕๕๘ บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสละโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๐๙ โดยยกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๒/๒๕๐๒ ที่นายโกร๋ยเป็นโจทก์ทั้งหมด และให้ยกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๔/๒๕๐๖ เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสีย นายโกร๋ย สิงสอน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ และบริษัทโรงสีสุวรรณบวร จำกัด จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืน บริษัทโรงสีสุวรรณบวร จำกัด จำเลยที่ ๑ ฎีกา นายโกร๋ยโจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การซื้อขายข้าวเปลือกเจ้าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีราคาเกินกว่า ๕๐๐ ไม่ได้ทำเป้นหนังสือ โจทก์จะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรค ๒, ๓

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยได้ตวงเอาข้าวดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองสำนวนไปแล้ว ถือได้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรค ๒ แล้ว ฉนั้นถึงแม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ฟ้องเรียกราคาข้าวเปลือกจากจำเลยได้ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ ได้เขียนไว้ว่าฝากข้าวเปลือก โจทก์นำสืบว่ากรณีเป็น-เรื่องการซื้อขายหาได้ไม่ เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรค ๒

ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้ในเอกสาร จ.๑ และ จ.๒ จะมีข้อความว่า "รับฝากข้าวเปลือก" โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงเป็นเรื่องซื้อขายข้าวได้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ( ๒) ที่ห้ามไม่ให้ นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเรียกราคาข้าวที่ขายให้จำเลยที่ ๑ ได้โดยไม่ต้องมีเอกสารเป็นหนังสือม่แสดง ฉนั้น ข้อนำสืบของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า กรณีเป็นเรื่องจำเลยซื้อข้าวเปลือกเจ้าจากนายโกร๋ยโจทก์จำนวน ๗ เกวียน คิดราคาเป็นเงิน ๓๕,๕๕๘ บาท และจำเลยยังไม่ได้ชำระราคาค่าข้าวเปลือกดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า นายแหลมจำเลยที่ ๒ รับข้าวของโจทก์ทั้งสองสำนวน ไว้เป็นส่วนตัว แต่อำพรางว่าจำเลยที่ ๒ กระทำในนามบริษัทจำเลยที่ ๑ บริษัทจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ กระทำในนามผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ ๑ ทั้งยังได้เอาตราของบรืษัทจำเลยที่ ๑ ตีประทับด้วย ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ซื้อข้าวของโจทก์ทั้งสองสำนวนแทนจำเลยที่ ๑ ฉนั้น จำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะตามฟ้องของโจทก์เข้าใจไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานซื้อเชื่อหรือรับฝาก

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนบรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยซื้อข้าวเชื่อข้าวเปลือกเจ้าจากโจทก์ทั้งสองสำนวน จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ตามฎีกาของนายโกร๋ยโจทก์ ที่ฎีกาว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

ศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิจารณาฟังได้ว่านายโกร๋ยเป็นผู้ประกอบกสิกรรม ฟ้องเรียกเอาค่าผลิตผลแห่งกศิกรรมที่ได้ขายให้จำเลย และกรณีไม่เข้าอยู่ในบังคับอายุความ ๒ ปี อายุความจึงมีกำหนด ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๕ วรรคท้าย แต่ทางพิจารณาปรากฏว่านับแต่วันจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาข้าวให้โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๕ ปีกว่าแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มณี ชุติวงศ์ · ไฉน บุญยก · โกวิท ถิระวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายโกวิท สันทรขจิต
ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้