คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินค่าอากรภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่นำสินค้าเข้าแล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2533 โจทก์สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์สไตรีน โมโนเมอร์ จากประเทศญี่ปุ่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือโจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยโดยสำแดงราคา ซี.ไอ.เอฟ. เมตริกตันละ 935.15ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1,459.665 เมตริกตัน ตามที่โจทก์ได้ซื้อมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออก แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจราคาสินค้าที่โจทก์สำแดง โดยเห็นว่าเป็นราคาต่ำไปและสินค้ามีปริมาณ 1,478.909 เมตริกตัน จึงกำหนดวงเงินให้โจทก์นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางเป็นประกันเพื่อออกของไปก่อน
ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ไปชำระค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มโดยประเมินราคาเพิ่มตามประกาศของกองวิเคราะห์ราคากำหนดคือราคา ซี.ไอ.เอฟ. เมตริกตันละ 1,031.9678 ดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากตรวจพบว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมิได้นำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกภายในระยะเวลาที่ทางการกำหนดยังคงเหลืออยู่เต็มจำนวน โจทก์ได้นำเงินไปชำระค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มตามที่จำเลยประเมินเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม2535 โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินต่อจำเลย และไม่เคยแจ้งความไว้ต่อจำเลยก่อนว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนเงินอากรแต่โจทก์เห็นว่าราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดแล้วจึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542ขอคืนเงินอากรขาเข้าส่วนที่เกินจากราคาสินค้าตามที่โจทก์สำแดงไว้เป็นเงิน 995,827.47 บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันชำระเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอคืนอากรขาเข้าหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้ากรณีที่โจทก์จะต้องโต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบสินค้าว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้ชำระเพิ่มในวันนำเข้านั้นเอง แต่คดีนี้โจทก์ได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นประกันค่าอากรโดยมิได้ชำระค่าอากรอันเป็นการดำเนินการเพื่อให้สินค้าออกจากอารักขาของจำเลยตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ได้บัญญัติไว้
ต่อมาเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาเพิ่มและแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า โจทก์จึงชำระอากรตามที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินซึ่งเป็นการชำระหลังจากได้รับมอบสินค้าแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10วรรคห้า แม้โจทก์จะทราบดีอยู่ก่อนว่าอาจต้องถูกประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และต้องชำระอากรเพิ่มขึ้นและมิได้โต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินส่วนที่อ้างว่าชำระเกินไปคืนและมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อจำเลยก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ เมื่อกรณีตามฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นโจทก์ก็ไม่สิ้นสิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากร
แม้โจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายใน 2 ปี นับแต่วันนำเข้า เพราะตามพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าวมิได้บัญญัติเกี่ยวกับกำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม และมาตรา 193/30 ใหม่ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 ยังไม่พ้นกำหนด10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยอีก..."
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 073-22157 ตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินอากรขาเข้าจำนวน 995,827.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .625 ต่อเดือน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2535 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ชำระไม่เกิน578,824.70 บาท