Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 67479)

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยหลายคนสมคบกันใช้ให้จำเลยคนหนึ่งไปแจ้งข้อความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้เสียหายได้ใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารแก่จำเลยผู้แจ้ง เพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายต้องรับโทษทางอาญา ดังนี้ จำเลยทั้งหมดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173 และมาตรา 174 วรรคสอง ไม่ผิดตามมาตรา 174 วรรคแรก และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนัก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 174 วรรคแรก โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้บทลงโทษให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้ และถือว่าเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาได้ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้ง ๔ สำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะคดีที่ ๑, ๓ และ ๔ คดีที่ ๑, ๓ และ ๔ โจทก์ฟ้องมีใจความรวมกันว่า จำเลยสมคบกันเป็นผู้จ้างวานและยุยงส่งเสริมให้นางสาวฉลวย จำเลยคดีที่ ๑ นางดวงจันทร์หรือมณี และนางสาวสุนีย์ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่านายมูกันซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ ๑, ๔ และนายโองการซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ ๓ ได้ใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารแก่นางสาวฉลวย จำเลยคดีที่ ๑ นางดวงจันทร์หรือมณี และนางสาวสุนีย์ กับได้ร่วมกันทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่จำเลยสมคบกันเพื่อจะแกล้งให้นายมูกันซิงห์ผู้เสียหาย

คดีที่ ๑, ๔ และนายโองการซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ ๓ ถูกจับกุมดำเนินคดีและต้องรับโทษทางอาญา ในข้อหาที่มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงถึง ๓ ปี เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเชื่อว่าได้มีความผิดเกิดขึ้น และอาจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองและเจ้าพนักงานตำรวจที่รับแจ้งเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓, ๑๗๔ วรรคสอง, ๑๗๙, ๑๘๑, ๘๓, ๘๔ จำเลยให้การปฏิเสธ นายมูกันซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ ๑, ๔ ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นฟังว่า ข้อความที่ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นความเท็จ ความจริงไม่ได้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายต้องรับโทษทางอาญา พิพากษาว่า นางสาวฉลวยจำเลยที่ ๑ นายเยสปานซิงห์กับนายปรีตำซิงห์จำเลยคดีที่ ๑, ๓, ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๓, ๑๗๔ วรรคแรก

ลงโทษจำคุกนางนาวฉลวยจำเลย ๑ ปี นายเยสปานซิงห์ นายปรีตำซิงห์จำเลยคดีละ ๑ ปี รวม ๓ ปี นายปรีตำซิงห์เบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ปราณีลดโทษให้คดีละกึ่งตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน นับโทษจำเลยติดต่อกัน ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง นางสาวฉลวย นายเยสปานซิงห์และนายปรีตำซิงห์จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นางสาวฉลวยและนายเยสปานซิงห์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีชั้นศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายเยสปานซิงห์จำเลยกับพวกได้สมคบร่วมกันจ้างและใช้นางดวงจันทร์หรือมณีและนางสาวสุนีย์ไปแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้เสียหายใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจาร เพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายรับโทษอาญาจริง และฟังว่า นางสาวฉลวยได้แจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่านายมูกันซิงห์ผู้เสียหายใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารแต่เฉพาะคดีที่ ๑ ไม่ได้ความว่า นายเยสปานซิงห์จำเลยได้จ้างใช้และยุยงส่งเสริมนางสาวฉลวยแจ้งความเท็จ วินิจฉัยว่า การกระทำของนางสาวฉลวยจำเลยคดีที่ ๑ นายเยสปานซิงห์จำเลยคดีที่ ๓ และที่ ๔ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๓, ๑๗๔ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๔ วรรคแรก และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในข้อนี้นั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ฝ่ายโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้น แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่หนัก เนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี แม้โจทก์และนายปรีตำซิงห์จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงนายปรีตำซิงห์จำเลยได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ว่า นางสาวฉลวยจำเลยคดีที่ ๑ นายเยสปานซิงห์จำเลยคดีที่ ๓, ๔ และนายปรีตำซิงห์จำเลยคดีที่ ๑, ๓, ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๓, ๑๗๔ วรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่หนัก ให้ยกฟ้องโจทก์คดีที่ ๑ ที่ให้ลงโทษนายเยสปานซิงห์จำเลยนอกจากที่แก้พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เกษคุปต์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · ลออง จุลกะเศียน
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายชิต บุณยประภัศร
ศาลอุทธรณ์ - นายจำรูญ เจริญกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้