Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้เดิมโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีเงื่อนไขฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2539 และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว ต่อมาเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่สำเร็จผล มีผลให้ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นอันตกไปไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์และจำเลยจึงได้ทำข้อตกลงกันใหม่เป็นสัญญาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 จึงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยแทนสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2539 แต่จำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 นั้นได้อีก จำเลยได้ยื่นข้อเสนอขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่ตกลงจึงยังไม่เกิดเป็นสัญญา เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 โจทก์ต้องฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวเป็นคดีใหม่ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 เป็นข้อตกลงเพื่อจัดการทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสัญญาระหว่างสมรส คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 เมื่อจำเลยได้บอกล้างข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สัญญาระหว่างสมรสของโจทก์จำเลยจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นได้อีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเป็นการโต้แย้งสิทธิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 เลขที่ดิน 142 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ตึกแถว 2 ชั้น 1 คูหา) ไม่มีเลขที่ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การปฏิเสธว่าจะไม่ยินยอมแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์ อันถือเป็นการบอกล้างข้อตกลงกันเกี่ยวด้วยการแบ่งทรัพย์สินพิพาทตามฟ้องแล้ว นอกจากนี้จำเลยยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมาพร้อมคำให้การฉบับนี้ เพื่อเป็นการบอกล้างข้อตกลง เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้ทั้งหมดให้เป็นอันสิ้นความผูกพัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ต่อไป ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยรับข้อเท็จจริงกันว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย โดยมีชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวม

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน ต่อมาได้มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลได้พิพากษาตามยอมปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การ ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 เลขที่ดิน 142 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย แต่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง เดิมโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวร่วมกับจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์และจำเลยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดการร่วมกันในการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 2,000,000 บาท ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งและให้ถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวที่โจทก์และจำเลยจะใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะสินสมรสอีกต่อไปไม่ได้

หากฝ่ายใดไม่ไปจดทะเบียนขายให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์เลือกให้แก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความของโจทก์จำเลยฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2539 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว ยังมีผลบังคับหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวโจทก์จำเลยตกลงกันว่าโจทก์และจำเลยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดการร่วมกันในการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 2,000,000 บาท

ภายในกำหนด 1 เดือน เพื่อนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข ซึ่งต่อมาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ว่า โจทก์จำเลยไม่สามารถหาผู้ซื้อที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ได้ ฉะนั้นเงื่อนไขตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว จึงไม่สำเร็จผล อันมีผลให้ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้เป็นอันตกไป ไม่มีผลบังคับแต่ในวันเดียวกันนั้นโจทก์จำเลยได้ทำข้อตกลงกันใหม่เป็นว่า จำเลยจะเป็นผู้หาผู้ซื้อรายใหม่มาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท หรือหากจำเลยหาเงินได้ 1,000,000 บาท ก็จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ โดยมีกำหนดระยะเวลา 1 เดือน

หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้จำเลยยินยอมแบ่งที่ดินให้โจทก์ 1 แปลง โดยตกลงกันให้จำเลยเป็นผู้เลือก ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่ 17 พฤษภาคม 2539 จึงเกิดเป็นสัญญาขึ้นใหม่มีผลผูกพันโจทก์จำเลยแทนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2539 แม้ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2539 ทนายจำเลยจะได้แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ดังกล่าวว่า จำเลยหาผู้ซื้อไม่ได้ และจำเลยไม่มีเงินที่จะซื้อที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ได้ จำเลยพร้อมยอมแบ่งที่ดินที่พิพาท 1 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ แต่ให้โจทก์ช่วยจ่ายเงินค่าก่อสร้างจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อเดิม อันเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่

เมื่อโจทก์ไม่ตกลง ข้อเสนอของจำเลยในวันที่ 17 มิถุนายน 2539 จึงยังไม่เกิดเป็นสัญญา เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันในวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 โจทก์จึงต้องดำเนินการฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวเป็นคดีใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและข้อตกลงที่ต่อเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าจำเลยสละสิทธิในการเลือกที่ดิน จึงให้โจทก์เป็นฝ่ายเลือกที่ดินเป็นคำสั่งที่นอกเหนือข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 เป็นสัญญาระหว่างสมรสดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์จำเลยเพื่อจัดการทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาระหว่างสมรส

คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 เมื่อจำเลยได้ทำการบอกล้างข้อตกลงดังกล่าวแล้วตามคำร้องฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2540 สัญญาระหว่างสมรสของโจทก์จำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 จึงเป็นอันสิ้นผลไปเพราะถูกบอกล้างแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ดังกล่าวอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรพล เจียมจูไร · พินิจ เพชรรุ่ง · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้