Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัทจำเลยยอมให้โจทก์ยืมชื่อไปทำการประมูล เมื่อโจทก์ประมูลได้ บริษัทจำเลยยังถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของงานอยู่ ทั้งในการให้โจทก์เอาชื่อบริษัทจำเลยไปประมูลบริษัทจำเลยคิดเอาผลประโยชน์จากโจทก์ ดังนั้นการที่บริษัทจำเลยทำสัญญารับเหมากับการรถไฟจึงเป็นการออกหน้าเป็นตัวการ ทำสัญญาแทนโจทก์ โดยแสดงตนต่อการรถไฟว่าบริษัทจำเลยเป็นคู่สัญญา แท้จริงแล้วเป็นเพียงทำสัญญาแทนโจทก์เท่านั้น เมื่อบริษัทจำเลยเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ จึงไม่มีสิทธิเอางานนี้ซึ่งเป็นของโจทก์มาทำสัญญาเป็นผู้จ้างให้โจทก์ผู้เป็นตัวการกลับกลายเป็นผู้รับจ้าง แม้โจทก์ลงนามในสัญญารับเหมาช่วง ก็หามีผลทำให้โจทก์กลับกลายเป็นผู้รับจ้างไปไม่ บริษัทจำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อโจทก์ในฐานเป็นตัวแทนของโจทก์เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จ การรถไฟรับมอบงานและจ่ายเงินให้บริษัทจำเลยรับมา จำเลยจึงมีหน้าที่ส่งเงินนั้นให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 การที่บริษัทจำเลยรับเงินที่โจทก์ทำงานเสร็จจากการรถไฟถือว่ารับมาแทนโจทก์บริษัทจำเลยไม่ส่งมอบเงินนั้นให้โจทก์ โจทก์ไม่สามารถทำงานงวดต่อไปได้ เป็นเหตุให้บริษัทจำเลยถูกการรถไฟปรับจึงเกิดจากความผิดของบริษัทจำเลยเอง บริษัทจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินที่ถูกปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 เมื่อบริษัทจำเลยเสียค่าปรับให้การรถไฟไปแล้วจึงเรียกคืนจากโจทก์ไม่ได้. โจทก์ซึ่งเป็นตัวการและบริษัทจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตกลงกันว่า โจทก์ทำงานงวดใดเสร็จ ก็ให้บริษัทจำเลยส่งมอบงานนั้นแก่การรถไฟผู้ว่าจ้าง เพื่อขอรับเงินตามสัญญา แต่ตามสัญญากำหนดการจ่ายเงินไว้เป็นงวดๆ เมื่อทำเสร็จและการรถไฟรับมอบงานแล้ว การคิดผลประโยชน์ให้บริษัทจำเลยจึงคิดให้เมื่อโจทก์รับเงินมาแต่ละงวด หาได้คิดให้ในคราวเดียวกัน จำนวนรวมกัน 5% ของเงินที่ประมูลไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จงวดที่ 1 ได้รับเงินมาเพียงงวดเดียวก็ต้องเลิกทำ เพราะบริษัทจำเลยเป็นต้นเหตุ ไม่มอบเงินให้ บริษัทจำเลยจึงเรียกเอาได้เฉพาะ5% ของเงินงวดที่ 1 ที่ได้รับมาแล้ว จะเรียกเอา 5% ของเงินที่ยังไม่ได้รับมาจากการรถไฟหาได้ไม่ หนี้เงินซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งยังมีข้อต่อสู้อยู่ จะหักกันไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จะประมูลรับเหมาก่อสร้างบ้านพักพนักงานรถไฟที่สถานีทุ่งสงต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์จึงติดต่อตกลงกับนายนิยม อภิสุนันท์กรรมการอำนวยการของบริษัทจำเลย ขอยืมชื่อบริษัทจำเลยเพื่อใช้ในการประมูลนายนิยมยินยอมเรียกเอาผลประโยชน์จากโจทก์๕% ของราคาที่โจทก์ประมูลได้ โจทก์ในนามของบริษัทจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ในราคารวมทั้งสิ้น ๑๔๘,๕๐๐ บาท โจทก์ได้ทำการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าวจนเสร็จงานงวดที่ ๑ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบเพื่อให้จำเลยไปรับเงินมาให้โจทก์ จำเลยได้ไปรับเงินค่าก่อสร้างของงานงวดที่ ๑ จากการรถไฟเป็นเงิน ๒๙,๗๐๐ บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้หักไว้ ๑๐% จำเลยจึงได้รับมา ๒๖,๗๐๐ บาท โจทก์ได้ไปขอรับเงินจากจำเลย ให้จำเลยหักส่วนของจำเลย ๕%ตามที่ตกลงกันไว้เป็นเงิน ๑,๓๓๖.๕๐ บาท คงเหลือเงิน ๒๕,๓๙๓.๕๐ บาทจำเลยไม่ยอมจ่ายให้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยส่งมอบเงินจำนวน ๒๕,๓๙๓.๕๐บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ทำสัญญารับเหมาช่วงไปจากจำเลย โจทก์จะเอานายปรุง คำประสาท มาเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาด้วยแต่หาได้นำมาไม่ โจทก์ไม่สามารถจะทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญาซึ่งจะต้องทำให้จำเลยผิดสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย และถูกการรถไฟปรับ โจทก์ได้ทิ้งงานเป็นเหตุให้การรถไฟบอกเลิกสัญญาก่อสร้างและเรียกค่าปรับเอาจากจำเลยเป็นเงิน ๕๔,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินที่โจทก์ฟ้องไว้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยได้ จำเลยถูกการรถไฟปรับ ๕๔,๐๐๐ บาท ถูกการรถไฟริบเงินมัดจำที่วางไว้ ๔,๔๕๕ บาท ถ้าโจทก์ทำถูกต้องตามสัญญา เงินที่จำเลยควรได้จากโจทก์ตามสัญญาอีกร้อยละ ๕ ของค่าจ้าง เป็นเงิน ๗,๔๒๕ บาท และรวมทั้งจำเลยได้ใช้หนี้ให้แทนโจทก์ไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ บาทด้วย ซึ่งรวมเป็น ๖๖,๘๘๐ บาท (ที่ถูกควรเป็น ๗๕,๘๘๐ บาท) เมื่อหักเงินงวดที่ ๑ที่จำเลยได้รับมาหมดแล้วจึงคงเหลือ ๔๐,๑๕๐ บาท (ที่ถูกควรเป็น ๔๙,๑๕๐ บาท) ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดใช้ให้จำเลย จำเลยจึงขอให้ศาลบังคับให้โจทก์ชำระให้จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ย

โจทก์ให้การปฏิเสธฟ้องแย้งของจำเลยว่าไม่เป็นความจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินที่จำเลยรับมาจากการรถไฟฯในเมื่อหักดังต่อไปนี้แล้ว คือ การรถไฟหักไว้ ๑๐% ส่วนได้ของจำเลย๕% ค่าภาษีของจำเลย ๙๓๙.๕๐ บาท เงินค่าประกันที่จำเลยออกทดรองไป๔,๔๕๕ บาท คงเหลือเงินซึ่งจำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ ๑๙,๘๕๐.๕๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ในการประมูลรับเหมาก่อสร้าง บริษัทจำเลยเพียงแต่ยอมให้โจทก์ยืมชื่อไปทำการประมูล เมื่อโจทก์ประมูลได้บริษัทจำเลยก็ยังถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของงานอยู่ ทั้งในการให้โจทก์เอาชื่อบริษัทไปประมูล บริษัทจำเลยได้คิดเอาผลประโยชน์จากโจทก์ดังนั้น การที่บริษัทจำเลยทำสัญญารับเหมาหมาย ล.๔ กับการรถไฟจึงเป็นการออกหน้าเป็นตัวการทำสัญญาแทนโจทก์ โดยแสดงตนต่อการรถไฟว่าบริษัทจำเลยเป็นคู่สัญญาแท้จริงแล้วเป็นเพียงทำสัญญาแทนโจทก์เท่านั้น เมื่อบริษัทจำเลยเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ จึงไม่มีสิทธิเอาเงินนี้ซึ่งเป็นของโจทก์มาทำสัญญาเป็นผู้จ้างให้โจทก์ผู้เป็นตัวการกลับกลายเป็นผู้รับจ้าง ฉะนั้น แม้โจทก์ได้ลงนามในสัญญารับเหมาช่วงหมาย

ล.๓ ก็หามีผลทำให้โจทก์กลับกลายเป็นผู้รับจ้างไปไม่บริษัทจำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อโจทก์ในฐานเป็นตัวแทนของโจทก์ เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จ การรถไฟได้รับมอบงานและได้จ่ายเงินให้บริษัทจำเลยรับมา จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินนั้นให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๑๐ การที่บริษัทจำเลยรับเงินที่โจทก์ทำงานงวดที่ ๑ เสร็จมาจากการรถไฟ ถือว่ารับมาแทนโจทก์บริษัทจำเลยไม่ส่งมอบเงินนั้นให้โจทก์ โจทก์ไม่สามารถทำงานงวดต่อไปได้ เป็นเหตุให้บริษัทจำเลยถูกการรถไฟปรับ จึงเกิดจากความผิดของบริษัทจำเลยเอง ดังนั้น บริษัทจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินที่ถูกปรับนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๑๒เมื่อบริษัทจำเลยเสียค่าปรับให้การรถไฟไปแล้วจึงเรียกคืนจากโจทก์ไม่ได้

ส่วนตามที่โจทก์และบริษัทจำเลยตกลงกันว่า โจทก์ทำงานงวดใดเสร็จก็ให้บริษัทจำเลยส่งมอบงานนั้นแก่การรถไฟ เพื่อขอรับเงินตามสัญญาหมาย ล.๔ สัญญาหมาย ล.๔ กำหนดการจ่ายเงินไว้เป็นงวด ๆ เมื่อทำเสร็จและการรถไฟรับมอบงานแล้ว การคิดผลประโยชน์ให้บริษัทจำเลยจึงคิดให้เมื่อโจทก์ได้รับเงินมาแต่ละงวด หาได้คิดให้ในคราวเดียวเป็นจำนวนรวมกัน ๕% ของเงินที่ประมูลไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำงานก่อสร้างเสร็จไปงวดที่ ๑ ได้รับเงินมาเพียงงวดเดียวก็ต้องเลิกทำ เพราะบริษัทจำเลยเป็นต้นเหตุไม่มอบเงินให้

ศาลฎีกาเห็นว่าบริษัทจำเลยเรียกเอาได้เฉพาะ ๕% ของเงินงวดที่ ๑ ที่ได้รับมาแล้ว จะเรียกเอา๕% ของเงินที่ยังไม่ได้รับมาจากการรถไฟหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยขอให้หักหนี้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่บริษัทจำเลยได้ชำระแทนโจทก์ไปตามเอกสารหมาย ล.๗ นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จึงหักกันไม่ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สว่าง ภูวะปัจฉิม · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายจรัญ อิศระ
ศาลอุทธรณ์ - นายใหญ่ ศาลยาชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้