Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6715/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขึ้นไล่ออกหรือปลดออกจากงาน จำเลยได้ตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำของโจทก์ ทางสอบสวนไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังว่า โจทก์กระทำผิดวินัยที่จะต้องถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากงาน แต่มีมลทินมัวหมอง และมีพฤติการณ์อันไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ หากจะให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. 2517 ข้อ 34(3)และให้ถือว่าออกจากงานเพราะกระทำผิด ไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบตามข้อ 36 แห่งข้อบังคับฉบับเดียวกัน แต่เมื่อข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงานเอกสารหมาย ล.7 ข้อ 36 มีข้อความว่า"พนักงานผู้ใดต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34ซึ่งไม่ใช่เป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่เพราะการกระทำผิดมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์และการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค"และข้อ 34 แห่งข้อบังคับฉบับเดียวกันมีข้อความว่า"การสั่งให้พนักงานผู้ใด พ้นจากตำแหน่งหน้าที่โดยการให้ออกให้พิจารณาโดยเหตุดังนี้"(3) มีข้อความว่า"พนักงานผู้นั้นต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการสอบสวนไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่าได้กระทำผิดที่จะถูกไล่ออกหรือปลดออกแต่มีมลทินหรือมัวหมองหรือมีพฤติการณ์อันไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจซึ่งจะให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค" ดังนี้ ผลการสอบสวนที่สรุปว่าจำเลยไม่มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาที่จะต้องมีโทษถูกไล่ออกหรือปลดออกจากงานแต่มีมลทินหรือมัวหมอง หรือมีพฤติการณ์อันไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจฯ ซึ่งต้องด้วยข้อบังคับฉบับดังกล่าวข้อ 34(3)นั้น ซึ่งตามเนื้อหาแล้วไม่ได้เป็นการระบุว่าโจทก์กระทำผิดวินัยในข้อใด แต่เป็นเรื่องที่ตามทางสอบสวนปรากฏจากพยานหลักฐานในสำนวนว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ในกรณีเช่นนี้แม้จำเลยจะอาศัยข้อบังคับฉบับดังกล่าวสั่งให้โจทก์ออกจากงานได้ก็ตาม แต่จะถือว่าโจทก์ออกจากตำแหน่งหน้าที่เพราะกระทำผิดยังไม่ได้ คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ออกจากงานโดยให้ถือว่าได้กระทำผิดจึงเป็นเรื่องเกินเลยไปจากที่ข้อบังคับกำหนดไว้โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบตามข้อ 36 แห่งข้อบังคับฉบับดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 47

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่ปี 2523เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัย แต่การสอบสวนไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่าโจทก์ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ยอมจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์และค่าชดเชยตามกฎหมายเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน239,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้เพราะก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยได้แต่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์กับพวกกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำการทุจริตเกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างฐานรากเสาข้ามแม่น้ำโดยใช้รถยนต์และคนงานของจำเลยเข้าดำเนินการโดยมิชอบเบิกจ่ายค่าแรงงานและค่าควบคุมงานเกินกว่าปริมาณการก่อสร้างจริง

ผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์เรียกร้องและรับเงินจากผู้ขอใช้ไฟฟ้าบริเวณที่ทำการก่อสร้างขยายเขตระบบจำหน่ายการไฟฟ้า จังหวัดกำแพงเพชร-คลองขลุงไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและกระทำการเป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างรากฐานเสาข้ามแม่น้ำรวม 2 งานโดยใช้ชื่อบุคคลอื่นบังหน้าและใช้รถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์และคนงานของจำเลยเข้าดำเนินการโดยมิชอบ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเป็นความผิดและเป็นการกระทำที่ถือว่ามีมลทินมัวหมองมีพฤติการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจหากจะให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีคำสั่งที่วอ.4/2536 เลิกจ้างโจทก์โดยให้โจทก์ออกจากงานเพราะกระทำผิดจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยตามระเบียบและข้อบังคับจึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบและเป็นธรรมแล้ว

โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบเพราะตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. 2517 กำหนดไว้ชัดแจ้งว่ากรณีของโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะยอดเงินตามฟ้องไม่ได้แยกว่าเป็นค่าชดเชยเท่าใด เงินค่ากองทุนสงเคราะห์เท่าใดคำนวณมาอย่างไร โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะการกระทำของโจทก์ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อีกทั้งฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1)(2)(3) ขอให้ยกฟ้องวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนทางวินัยและคำสั่งเลิกจ้างไม่ติดใจสืบพยานต่อไปศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามสำนวนการสอบสวนทางวินัยและคำสั่งเลิกจ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างให้กับจำเลยโดยใช้ชื่อและทะเบียนการค้าของบุคคลอื่นแทนในการก่อสร้างฐานรากเสาข้ามแม่น้ำรวม 2 แห่ง

คือบริเวณหมู่ที่ 14 บ้านแม่โทงตำบลบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชรและหมู่ที่ 6 บ้านใหม่เชียงราย ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอคลองขลุงจังหวัดกำแพงเพชร กับเป็นผู้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างดังกล่าวด้วย นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในกิจการขนหินทราย ดังนี้ข้อที่โจทก์อ้างว่าการสอบสวนทางวินัยไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่า โจทก์ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาของจำเลยนั้น เรื่องนี้คณะกรรมการสอบสวนวินัยเห็นว่าการกระทำของโจทก์แม้ไม่มีพยานหลักฐานฟังได้ว่าเป็นความผิดทางวินัยที่มีโทษถึงไล่ออกหรือปลดออก แต่การกระทำของโจทก์ยังคงมีมลทินมัวหมอง และมีพฤติการณ์อันไม่เป็นที่ไว้วางใจ หากให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่จำเลย ตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงาน

พ.ศ. 2517 ข้อ 34(3)จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุดังกล่าว การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยกลับมารับเหมางานของจำเลยเสียเอง จำเลยให้โจทก์ออกจากงานจึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้และตามระเบียบข้อบังคับข้อ 36 พนักงานผู้ใดพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 โดยไม่กระทำผิดมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบ โจทก์ออกจากงานเพราะได้กระทำผิดตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ.2517 ข้อ 34(3)จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบ แต่เมื่อจำเลยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ร้ายแรงถึงขั้นทุจริตต่อหน้าที่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์จะทำให้จำเลยเสียหายอย่างไร จึงไม่ต้องด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1)(2)(3) ที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าว ข้อ 46(3)

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำนวน 75,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยระเบียบพนักงานเอกสารหมาย ล.7 ข้อ 36 มีข้อความว่า"พนักงานผู้ใดต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 ซึ่งไม่ใช่เป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่เพราะการกระทำผิดมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ และการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค" และข้อ 34 แห่งข้อบังคับฉบับเดียวกันมีข้อความว่า "การสั่งให้พนักงานผู้ใด พ้นจากตำแหน่งหน้าที่โดยการให้ออกให้พิจารณาโดยเหตุดังนี้"(3) มีข้อความว่า "พนักงานผู้นั้นต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการสอบสวนไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่าได้กระทำผิดที่จะถูกไล่ออกหรือปลดออก แต่มีมลทินหรือมัวหมองหรือมีพฤติการณ์อันไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจ ซึ่งจะให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค" ดังนี้ผลการสอบสวนที่สรุปว่า จำเลยไม่มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาที่จะต้องมีโทษถูกไล่ออกหรือปลดออกจากงาน แต่มีมลทินหรือมัวหมอง หรือมีพฤติการณ์อันไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจฯ ซึ่งต้องด้วยข้อบังคับฉบับดังกล่าวข้อ 34(3) นั้น ซึ่งตามเนื้อหาแล้วไม่ได้เป็นการระบุว่าโจทก์กระทำผิดวินัยในข้อใด แต่เป็นเรื่องที่ตามทางสอบสวนปรากฏจากพยานหลักฐานในสำนวนว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้แม้จำเลยจะอาศัยข้อบังคับฉบับดังกล่าวสั่งให้โจทก์ออกจากงานได้ก็ตาม แต่จะถือว่าโจทก์ออกจากตำแหน่งหน้าที่เพราะกระทำผิดยังไม่ได้ คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ออกจากงานโดยให้ถือว่าได้กระทำผิด จึงเป็นเรื่องเกินเลยไปจากที่ข้อบังคับกำหนดไว้ โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์สมทบตามข้อ 36 แห่งข้อบังคับฉบับดังกล่าว ได้ความว่าโจทก์ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2523 จำเลยสั่งให้โจทก์ออกจากงานเมื่อวันที่4 พฤษภาคม 2536 นับอายุงานได้ 13 ปี และโจทก์ได้รับเงินเดือนครั้งสุดท้ายเดือนละ 12,590 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทุนสงเคราะห์สมทบเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุการทำงาน เป็นเงิน 163,670 บาท ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิถาค ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์และการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ข้อ 14 เอกสารหมาย จ.8 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินทุนสงเคราะห์สมทบแก่โจทก์เป็นเงิน 163,670 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · พรชัย สมรรถเวช · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2543

โจทก์อุทธรณ์ว่า การกู้ยืมเงินเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์การที่จำเลยออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า ห้ามพนักงานปล่อยเงินกู้โดยถือเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง เป็นการออกระเบียบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2543

โจทก์ทำงานอยู่แผนกจัดส่ง มีหน้าที่รับส่งและบรรจุน้ำมันลงถังการที่ ว. หัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งให้โจทก์ไปตักน้ำมัน และไขน้ำมันจากท่อน้ำรวมในโรงงานซึ่งมีน้ำสกปรกไหลผ่าน เป็นการสั่งให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2541

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 4.7 กำหนดเรื่องการขาดงาน ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร จะถูกพิจารณาโทษทางวินัย คือ ขาดงานครั้งแรกไม่จ่ายค่าจ้างในวันขาดงานและออกหนังสือเตือนคร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2541

ขณะเกิดเหตุ โรงแรมจำเลยกำลังมีงานจัดเลี้ยงภายในบริเวณโรงแรม โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยดื่มสุรามึนเมาภายในบริเวณโรงแรมเมื่อพ้นเวลาปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วสามชั่วโมง แต่โจทก์ยังอยู่ในชุดทำงานและมิได้ตอกบัตรล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3043/2541

บทบัญญัติเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นการคุ้มครองนายจ้างและลูกจ้างมิให้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แม้ตามมาตรา 123 ซึ่งมุ่งหมายมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งลู…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้