Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6689/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ65,000 บาท และเงินผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์ แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้าเสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์อีกเดือนละ 15,000 บาท จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือน ทำนองเดียวกับเงินเดือน เงินผลตอบแทนที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 65,000 บาท และค่าพาหนะเดือนละ 15,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540และจำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมค่าชดเชยแก่โจทก์เพียง 130,000 บาท ส่วนที่ขาดอีก 30,000 บาท จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 65,000 บาท และเงินอื่นอีกเดือนละ 15,000 บาทโดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใด

ๆ ในด้านรถยนต์ให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้รับเงินตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท เงินจำนวนนี้จะต้องนำมารวมคำนวณเสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นและต้องรับผิดชอบต่อการเสียภาษีด้วยเงินอื่นที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนี้เป็นเงินค่าพาหนะที่จำเลยเหมาจ่ายแก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานเวลาปกติของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือนเงินค่าพาหนะดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้าง 1 เดือน และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น160,000 บาท แต่จำเลยจ่ายเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เพียง 130,000 บาท จึงไม่ถูกต้องจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์อีก 30,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด สมควรให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 7 วัน ตามที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า15,000 บาท ค่าชดเชย 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินค่ารถประจำตำแหน่งไม่ใช่ค่าจ้างเพราะมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน แต่เป็นเงินสวัสดิการที่จ่ายให้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลพนักงาน จะนำมารวมคำนวณเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างแรงงาน เอกสารหมาย จ.5จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ 65,000 บาท และเงินผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์ แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้าเสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์อีกเดือนละ 15,000 บาท จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือนทำนองเดียวกับเงินเดือน เงินผลตอบแทนที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง หาใช่เป็นเพียงค่าสวัสดิการดังที่จำเลยอ้างไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · พิมล สมานิตย์ · ธนพัฒน์ แจ่มจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้