Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6678/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หนี้จำนองโดยสภาพเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานเสียก่อนการบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์จำนองจึงจะกระทำได้ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ทำสัญญาจำนองอันดับที่ 1 กับจำเลยไว้ก่อนก็ตาม แต่เมื่อการไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นหนี้ประธานในคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังวันทำสัญญาจำนองดังกล่าว ดังนี้โจทก์จะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(1)เป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระแต่กรณีของโจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่ใช่กรณีที่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ตามมาตราดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองอันดับที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจะได้รับชำระครบถ้วน

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ และบังคับจำนอง เป็นเงิน228,142,339.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลย ยอมชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามจำนวนเงินที่กำหนดให้เสร็จภายใน 3 ปี ถ้าหากผิดนัดเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดจำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มตามฟ้องโดยยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์ขอบังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 369และ 9680 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจดทะเบียนจำนอง ไว้กับโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนอง ดังกล่าวได้เงิน 166,000,000 บาท สำหรับทรัพย์จำนองทั้งสองแปลงนั้นจำเลยได้จดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้สินของจำเลยที่มีอยู่ก่อน หรือที่จะมีขึ้นในอนาคตกับโจทก์ในวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และจำเลยได้จดทะเบียน ขึ้นเงินจำนองอีก 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 35,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามสัญญาเดิม ต่อมาจำเลยได้นำทรัพย์จำนอง

ทั้งสองแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้กับ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน60,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี และจำเลย ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงประกันหนี้ของจำเลยที่มีอยู่ กับโจทก์อีกในวงเงิน 60,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 17.5 ต่อปี บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะ เป็นเจ้าหนี้จำนองอันดับ 2

ศาลชั้นต้นอนุญาต ชั้นทำบัญชีรายรับ และรายจ่ายและจัดส่วนเฉลี่ยหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทั้งสามอันดับดังกล่าว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ยื่นคำคัดค้านบัญชีส่วนแบ่งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งแก้ไขบัญชีส่วนแบ่งใหม่ โดยให้โจทก์ได้รับชำระเงินจากการขายทอดตลาดเป็นเงิน 48,457,824.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตามสัญญาจำนองนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527 จนถึง วันขายทอดตลาด ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ผู้รับจำนองอันดับที่ 2 ได้รับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 51,586,536.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 38,631,391.35 บาท

นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันขายทอดตลาดกับค่าฤชาธรรมเนียม โดยหักเงินจำนวน68,120.55 บาท ที่จำเลยชำระให้หลังฟ้องออกจากดอกเบี้ยก่อนหาก มีเงินเหลือจึงจ่ายให้โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองอันดับที่ 3โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีทำนองว่าหนี้ของโจทก์มีมากกว่าทรัพย์จำนองที่นำออกขายทอดตลาด โจทก์ควรได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแต่ผู้เดียวบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขบัญชีส่วนเฉลี่ยเกี่ยวกับหนี้จำนองอันดับที่ 1 ของโจทก์ โดยพิจารณา

จากสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาจำนองเป็นหลักโดยกำหนดให้โจทก์ผู้รับจำนองอันดับที่ 1 ได้รับชดใช้ต้นเงินจำนวน 35,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน แต่ทั้งนี้มิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี และให้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)ผู้รับจำนองอันดับที่ 2 ได้รับเงินส่วนที่เหลือ หากมีเงินเหลือจึงจ่ายให้โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองอันดับที่ 3โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 369 และ 9680 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2520 จำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้สินต่าง

ๆ ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี วันที่10 มิถุนายน 2520 จำเลยได้ขอขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท ส่วนเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาเดิม วันที่ 27 กรกฎาคม 2520 จำเลยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียนจำนอง ประกันหนี้ของจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด(มหาชน) ผู้คัดค้าน เป็นจำนวนเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน อันดับที่ 2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2523 ตกลงแก้ไขอัตราดอกเบี้ย เป็นร้อยละ 20 ต่อปี วันที่ 19 สิงหาคม 2526 จำเลยได้ขอขึ้น เงินจำนองอีกจำนวน 30,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 60,000,000 บาท

เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามสัญญาเดิม ในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเพื่อเป็นประกันหนี้สินต่าง ๆ ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อีกเป็นเงิน 60,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนอง เป็นอันดับที่ 3 ต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงฟ้องบังคับจำนอง ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 228,142,339.62 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า บัญชีส่วนเฉลี่ยที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำขึ้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาจำนองอันดับที่ 1ของโจทก์มีผลเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะหนี้ตามสัญญาจำนองได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2520 และวันที่ 10 มิถุนายน 2520 การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลเพียงให้หนี้เดิมระงับ แต่หนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์มิได้ระงับหนี้จำนองจะมีเพียงใดต้องคำนวณนับแต่วันทำสัญญาจำนอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยสำหรับหนี้จำนองอันดับที่ 1 ตั้งแต่ วันทำสัญญาจำนองแต่ละฉบับไปจนถึงวันที่มีการบอกกล่าวบังคับจำนองนั้น เห็นว่า หนี้จำนองโดยสภาพเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานเสียก่อนการบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์จำนองจึงจะกระทำได้

ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ทำสัญญาจำนองอันดับที่ 1 กับจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2520 และวันที่ 10 มิถุนายน 2520 ก็ตาม แต่เมื่อการไม่ชำระหนี้ ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นหนี้ประธานในคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้น ภายหลังวันทำสัญญาจำนองดังกล่าว โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยตั้งแต่ วันทำสัญญาจำนองหาได้ไม่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองอันดับที่ 1 โดยคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นต้นไป แต่มิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระ แต่กรณีของโจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่ใช่กรณีที่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระ

เกินกว่า 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าโจทก์ ในฐานะเจ้าหนี้จำนองอันดับที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจะได้รับ ชำระครบถ้วนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขบัญชีส่วนเฉลี่ยเกี่ยวกับหนี้จำนองอันดับ 1 ของโจทก์ โดยให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองอันดับที่ 1 ได้รับชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมไปจนกว่าจะได้รับชำระครบถ้วนตามบุริมสิทธิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย สายเชื้อ · วิรักษ์ เอื้ออังกูร · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้