Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2564 (เลขอ้างอิง 667244)

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ นาย น. ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินกับบริษัท อ. จำกัด เนื่องจากพนักงานขายของบริษัทฯ รับรองว่าโครงการดังกล่าวน้ำไม่ท่วม ผู้ฟ้องคดีจึงได้วางเงินจองไว้กับบริษัทฯ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเข้าอยู่ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองและขอรับเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้คืน แต่บริษัทฯ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้บริษัทฯ คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและบริษัทฯ ไปชี้แจงข้อเท็จจร

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้ นาย น. ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินกับบริษัท อ. จำกัด เนื่องจากพนักงานขายของบริษัทฯ รับรองว่าโครงการดังกล่าวน้ำไม่ท่วม ผู้ฟ้องคดีจึงได้วางเงินจองไว้กับบริษัทฯ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเข้าอยู่ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองและขอรับเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้คืน แต่บริษัทฯ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้บริษัทฯ

คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและบริษัทฯ ไปชี้แจงข้อเท็จจริงและทำการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ปฏิเสธที่จะคืนเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่จะชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีในลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิได้ผิดสัญญา การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงจองซื้อบ้านและที่ดิน เพราะบริษัทฯ รับรองว่าน้ำจะไม่ท่วมโครงการ เมื่อน้ำท่วมโครงการ จึงผิดจากคำรับรองของบริษัทฯ

ผู้ขาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนี้ คณะกรรมการ ฯ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นคณะกรรมการซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค

พ.ศ. ๒๕๒๒ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาจมีผลเป็นการออกคำสั่งทางปกครองหรือการออกคำสั่งทั่วไปก็ได้ เมื่อพิจารณามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยวินิจฉัยว่า "เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นอุทกภัยที่มีความรุนแรง เป็นเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ได้และไม่อาจที่จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสุดวิสัย บริษัทฯ จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามสัญญาจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา

บริษัทฯ มีสิทธิริบเงินจองจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ ประกอบกับบริษัทฯ ได้เสนอคืนเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงถือว่าผู้ประกอบธุรกิจได้เสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค" จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยและมติให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ตามมาตรา ๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

ไม่ว่าจะเป็นการถาวรและชั่วคราว สิทธิของผู้ฟ้องคดีที่มีต่อบริษัท อ. จำกัด หากมีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้น มิได้เปลี่ยนไปเพราะมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของบริษัทฯ เป็นการกระทำละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้บริโภคหรือผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีได้ ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟ้องขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่นตามมาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เสถียร ศรีทองชัย-) - -

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
34/2564
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้