Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6671/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ส. ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ส. ว่า บุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อน ส. ถึงแก่ความตาย และทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ ส. ถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกไม่ได้ แม้ภายหลังจำเลยไปยื่นขอจัดการมรดกก็ไม่ทำให้ที่ดินพิพาทกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท เพราะจำเลยประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายบุญจันทร์ บิดาของโจทก์ที่ 3 และจำเลย เป็นบุตรของนายวันและนางสี ภายหลังนายวันและนางสีถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสีตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยักยอกที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 26920 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ รวม 2 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 บุตร กับโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นายบุญจันทร์และทายาทไปเป็นของจำเลยเอง โดยจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยเพียงผู้เดียว มิได้จัดแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ทายาทตามหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายสงวนศักดิ์ บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท พิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของโจทก์ทั้งสามและจำเลยต่างก็เป็นญาติใกล้ชิดกัน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายวันและนางสี อยู่กินเป็นสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 6 คน คือนายบุญจันทร์ (บิดาของโจทก์ที่ 3) นายอ่อนสี โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จำเลย และนางสาวสุปรียากรหรือทองแดง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2534 นางสีถึงแก่ความตาย ก่อนนางสีถึงแก่ความตาย นางสีมีที่ดิน 7 แปลง เป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิจำนวน 2 แปลง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26398 เอกสารหมาย จ.3 เนื้อที่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26920 เอกสารหมาย จ.4 เนื้อที่ 43 ไร่ 36 ตารางวา เป็นที่ดินทำนา กับที่ดินไม่มีเอกสารแสดงสิทธิอีก 5 แปลง โดยเป็นที่นา 3 แปลง และที่สวน 2 แปลง

นางสีแบ่งที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้บุตรทุกคน โดยที่ดินมีโฉนดทั้งสองแปลงซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ยกให้จำเลยและนางสาวสุปรียากรคนละกึ่งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยอยู่อาศัยกับนางสีและเป็นผู้เลี้ยงดูนางสี ส่วนนางสาวสุปรียากรเป็นบุตรสาวคนเล็ก สำหรับบุตรอีก 4 คน คือโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายบุญจันทร์และนายอ่อนสีต่างได้รับที่ดินที่ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิคนละ 1 แปลง เมื่อได้รับการยกให้ต่างก็เข้าครอบครองและทำกินในที่ดิน ยกเว้นนางสาวสุปรียากรเนื่องจากไปบวชเป็นซิสเตอร์ในศาสนาคริสต์ และนายอ่อนสีขายที่ดินให้แก่จำเลย เมื่อนางสีถึงแก่ความตายจำเลยยังคงครอบครองทำกินและอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ประมาณ 8 ปี จำเลยประสงค์จะเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเอกสารหมาย

จ.3 และ จ.4 จึงยื่นคำร้องขอจัดการมรดกต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 ปรากฏตามสำเนาคำร้องขอเอกสารหมาย จ.9 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 ปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.5 จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วโอนให้แก่จำเลยในฐานะทายาทเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 และหากนางสาวสุปรียากรต้องการที่ดินก็จะดำเนินการโอนให้กึ่งหนึ่ง โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1749/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย

ปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เอกสารหมาย ล.1 ล.2 และ ล.7 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ทั้งสามมีพยานคือ โจทก์ทั้งสามเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนางสีตายมีที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นทรัพย์มรดก จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางสีและโจทก์ที่ 3 ผู้รับมรดกแทนที่นายบุญจันทร์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนางสี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะเบิกความในคดีแพ่งว่าไม่มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางสีก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ

ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า หลังจากนางสีถึงแก่ความตายมีการทำบุญหามารดา พี่น้องทุกคนตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า บุคคลใดทำประโยชน์ที่ดินแปลงใดก็เป็นของบุคคลนั้นไป หลังจากนั้นจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ไม่มีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง โดยจำเลยมีนางสาวสุปรียากรและนายอ่อนสีมาเบิกความสนับสนุน นายอ่อนสีเป็นทายาทคนหนึ่งของนางสี หากไม่มีการตกลงดังที่จำเลยกล่าวอ้างนายอ่อนสีย่อมได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การที่นายอ่อนสีมาเบิกความว่ามีข้อตกลงแบ่งที่ดินจึงเป็นการเบิกความที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความว่า หากนางสาวสุปรียากรกลับมาและขอรับที่ดินพิพาทส่วนของตน

จำเลยก็จะโอนให้ จึงเป็นข้อสนับสนุนว่ามีข้อตกลงดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนที่นางสีจะถึงแก่ความตาย นางสีมีที่ดิน 7 แปลง นางสีแบ่งที่ดินให้บุตรทุกคนโดยยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยและนางสาวสุปรียากรและจำเลยอยู่อาศัยกับนางสีเป็นผู้เลี้ยงดูนางสี ทั้งครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยบุตรคนอื่นของนางสีไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยว ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า มีข้อตกลงดังที่จำเลยนำสืบจริง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อนางสีถึงแก่ความตาย ทายาทของนางสีตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางสีว่าบุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อนนางสีถึงแก่ความตาย และทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น และจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตั้งแต่นางสีถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว

ดังนี้กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกหาได้ไม่ แม้ภายหลังจำเลยไปยื่นขอจัดการมรดกก็หาทำให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทไม่ เพราะจำเลยประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทั้งสองแปลงเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้