Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6657/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในกล่องหรือลังรวม 231 กล่อง บรรจุรวมอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดียว แสดงว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้ามีสภาพสามารถทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งตามคำนิยามในมาตรา 3 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทดังกล่าวถือเป็นภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 310,000 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้ตามน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น เมื่อโจทก์ (ผู้รับประกันภัย) ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาท โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 192,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 188,631 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทไทยซัมซุงอีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยซื้อสินค้าจากบริษัทซัมซุมเอเชีย พีทีอี จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายหรือสูญหายแก่สินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ในวงเงินทุนประกันภัย 1,788,459.75 บาท โดยผู้ซื้อได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าและจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการขนส่งสินค้าที่ประเทศสิงคโปร์

เมื่อเรือขนสินค้าจากประเทศสิงคโปร์มาถึงท่าเรือกรุงเทพผู้ซื้อได้ไปรับสินค้า ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายบางส่วนเนื่องจากเปียกน้ำ จากการตรวจสอบพบว่ามีรูรั่วด้านบนตู้คอนเทนเนอร์ รูดังกล่าวมีลักษณะถูกกระแทกจากภายนอกทะลุเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ทำให้น้ำรั่วเข้าไปถูกสินค้าได้รับความเสียหายจำนวน 31 กล่อง (CARTONS) คิดเป็นเงิน 209,589.53 บาท เหตุแห่งการเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงเรียกร้องจากโจทก์ โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาทเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นจะต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าหน่วยการขนส่งในการขนส่งสินค้าพิพาทคือกล่อง (CARTONS) มิใช่ตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในจำนวนเงินตามฟ้อง เห็นว่า ในข้อนี้นางสาวปาริฉัตร์พยานโจทก์และนายเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท ดี. เอส. เซอร์เวย์สแอนด์เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้สำรวจและประเมินความเสียหายสินค้าพิพาทเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบได้ความว่า สินค้าที่บรรจุมาในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย 31 กล่องใหญ่ (CARTONS) และสินค้าเสียหาย 122 ชิ้น

คิดเป็นเงิน 209,589.53 บาท จากภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าสินค้าที่ได้รับความเสียหายบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และแม้ตามใบตราส่ง ระบุว่าสินค้าที่ขนส่งมี 1 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต แต่ตามใบรายการสินค้าแนบท้ายใบตราส่งดังกล่าวก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าที่จะขนส่งไว้จำนวน 231 กล่อง (CARTONS) และตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัติคำนิยามคำว่า "ภาชนะขนส่ง" หมายความว่า ตู้สินค้า ไม้รองสินค้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งใช้บรรจุหรือรองรับของ หรือใช้รวมหน่วยการขนส่งของหลายหน่วยเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล และคำว่า "หน่วยการขนส่ง"

หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่งและแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก หีบ ห่อ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น ดังนี้ เมื่อสินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในกล่องหรือลังรวม 231 กล่อง บรรจุรวมอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดียวดังกล่าว แสดงว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้ามีสภาพสามารถทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละกล่องที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งตามคำนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทดังกล่าวถือเป็นภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย 31 กล่อง และตามมาตรา 58 บัญญัติให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า

จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 310,000 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้ตามน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น เมื่อโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 188,631 บาท โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าเป็นเงิน 188,631 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 188,631 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ บุญชัด · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15502/2556

ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย เสียหาย หรือมีการส่งมอบชักช้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งเสมอไป ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบจึงย่อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2553

จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลจากท่าเรือที่ประเทศสิงคโปร์มาท่าเรือแหลมฉบัง และดำเนินการขนถ่ายตู้สินค้ามาที่ลานพักสินค้าลาดกระบังเพื่อรอส่งมอบให้ผู้รับตราส่ง จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2552

โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งเป็นเช็ค แต่ผู้รับตราส่งไม่สามารถนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้จึงจัดส่งคืนโจทก์ จากนั้นผู้รับตราส่งตกลงให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทนผู้รับตราส่ง และโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2544

การวินิจฉัยเกี่ยวกับหน่วยการขนส่งจะต้องวินิจฉัยจากใบตราส่งว่าระบุจำนวนลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้อย่างไรการที่ใบตราส่งสินค้าระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์1 ตู้แต่ก็ระบุว่าสินค้ากระดาษทิชชูของโจทก์บร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้