Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสได้ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเช่าซื้ออาคารสงเคราะห์เป็นผู้เช่าซื้อโดยโจทก์เป็นผู้ออกเงินค่าเช่าซื้อ และภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในอาคารนั้นแล้วให้โอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์หรือบุตรเมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงให้สำเร็จลุล่วงไป แต่กลับเอาสิทธิการเช่าซื้อไปโอนให้จำเลยที่ 2 เสีย เป็นเหตุให้โจทก์หรือบุตรไม่อาจรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นได้ เช่นนี้จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์การที่จำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยรู้ถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้น ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาอย่างใดกับโจทก์ เพราะระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์หาได้มีสัญญาต่อกันอย่างใดไม่และแม้โจทก์จะก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมสิ้นเงินไป 25,000 บาท การที่จำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิเช่าซื้ออาคารนี้มาก็ไม่เป็นลาภมิควรได้อันต้องคืนแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นภรรยาอยู่กินกับจำเลยที่ 1 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างยังอยู่กินด้วยกัน โจทก์มีความประสงค์เช่าซื้ออาคารสงเคราะห์และที่ดินของธนาคารอาคารสงเคราะห์ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตน แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิเช่าซื้อได้ จึงตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้ออาคารสงเคราะห์จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ในราคา 296,400 บาท ผ่อนส่งเป็นรายเดือน ๆ ละ 1,235 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ออกเงินและส่งเงินค่าเช่าซื้อเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2499 โจทก์ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อได้รวม 60 งวด เป็นเงิน 82,823.70 บาท และระหว่างปี พ.ศ. 2505 ได้ปรับปรุงเพิ่มเติมอาคารสิ้นเงินไป 25,000 บาทในปี พ.ศ. 2506 จำเลยทั้งสองได้สมคบกันโอนสิทธิเช่าซื้อบ้านและที่ดินนี้ให้เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งภายหลังรับโอนแล้วได้ขับไล่โจทก์ให้ออกจากอาคารและที่ดิน

ไม่ยอมโอนสิทธิเช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามที่ขอร้อง ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเช่าซื้อที่ดินและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อที่ดินและอาคารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยมอบให้โจทก์เป็นผู้ไปจัดการแทนตลอดจนชำระเงินซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ส่วนค่าก่อสร้างเพิ่มเติมได้ใช้เงินรายได้จากที่ให้ผู้อื่นเช่าอาคารนี้หาใช่ของโจทก์ดังฟ้องไม่ จำเลยที่ 1 ได้ให้โจทก์นำเงินไปชำระค่าเช่าซื้อตลอดจนทราบว่าโจทก์มิได้นำไปชำระหลายเดือน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระจึงต้องโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรับชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างด้วย และรับโอนสิทธิการเช่าโดยสุจริตมีค่าตอบแทน

มิได้สมยอมหรือฉ้อฉลโจทก์ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยอมให้โจทก์ใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 เช่าซื้อ และเห็นว่าเงินผ่อนส่งค่าเช่าซื้อและเงินก่อสร้างปรับปรุงอาคารพิพาทเป็นเงินที่ทำมาหาได้เพื่อใช้จ่ายร่วมกัน จะถือว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายเดียวไม่ได้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาโดยชอบ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์อาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 เช่าซื้ออาคารสงเคราะห์รายนี้เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิเช่าซื้อได้ และได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อ60 งวด เป็นเงิน 74,100 บาท รวมทั้งค่าก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารอีกเป็นเงิน 25,000 บาท ซึ่งในส่วนหลังนี้ถือเป็นลาภมิควรได้แก่จำเลยที่ 2 พฤติการณ์เป็นการสมยอมระหว่างจำเลยทั้งสอง พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เงินจำนวน 74,100 บาท และ 25,000 บาทตามลำดับแก่โจทก์โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเช่าซื้อและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก่โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกาว่า

เงินค่าเช่าซื้อ 60 งวดเป็นของจำเลยที่ 1มอบให้โจทก์ไปชำระ ส่วนเงินค่าก่อสร้าง 25,000 บาท ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ หากจะมีก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องมีสัญญากันว่า ให้จำเลยที่ 1 ผู้มีสิทธิเช่าซื้อทำการเช่าซื้อทรัพย์สินนั้นมาโดยโจทก์เป็นผู้ออกเงินส่งตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อมาแล้ว เพราะผลแห่งการที่โจทก์ออกเงินไป จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ได้มานั้นให้แก่โจทก์หรือบุตรเป็นการตอบแทนเงินที่ออก เมื่อจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาคือไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้สำเร็จลุล่วงไป

กลับเอาสิทธิการเช่าซื้อนั้นไปโอนให้คนอื่นเสีย ทำให้โจทก์หรือบุตรไม่อาจได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นได้ จำเลยที่ 1 ผู้กระทำผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์และเท่าที่โจทก์เรียกค่าเสียหายคิดเอาตามที่ได้ออกเงินชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วกับค่าที่ลงทุนปรับปรุงอาคารที่เช่าซื้อไปแล้วนั้น นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ย่อมจะเรียกร้องเอากับจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างเหตุผลว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากัน โจทก์จึงเรียกเอาเงินนั้นจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ หรือหากจะได้ ก็ได้ไม่ทั้งหมดเพราะถือว่าเป็นเงินของจำเลยมีร่วมอยู่ส่วนหนึ่งด้วยนั้นเห็นว่าฟังไม่ได้เพราะโจทก์มิได้มีฐานะเป็นคู่สมรสโดยถูกต้องด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1แต่อย่างใด และเงินที่โจทก์ได้มาแล้วเอาชำระไปนั้นก็เป็นเงินที่โจทก์ได้มาส่วนตัว

ไม่ใช่เงินที่ทำมาหาได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1แต่สำหรับส่วนตัวจำเลยที่ 2 แม้หากจะฟังได้ด้วยว่าเมื่อก่อนจำเลยที่ 2 จะรับโอนสิทธิการเช่าซื้อมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงกรณีตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กระทำกันมานั้นด้วยก็ตาม การที่จำเลยที่ 2ยังเข้ารับโอนสิทธิการเช่าซื้อมาทั้งที่รู้อยู่แล้วนั้น จัดไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2ได้กระทำการผิดสัญญาอันใดกับโจทก์ เพราะในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หาได้มีสัญญาอันใดกันไม่ และกรณีเป็นการที่จำเลยที่ 2 เข้าไปถือสิทธิเอาตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เป็นลาภมิควรได้อันจำเป็นต้องคืนแก่โจทก์ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้เงิน 25,000 บาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 99,100 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิม ทัตภิรมย์ · ศริ มลิลา · เสลา หัมพานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้