Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัทโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ จ. และอ.ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อแทนโจทก์จ. และ อ.กระทำการแทนโจทก์ได้โดยไม่ต้องระบุในสัญญาเช่าซื้ออีกว่าโจทก์มอบอำนาจให้ จ. และ อ. กระทำการแทน เมื่อรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อม มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวเสียก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน เป็นเงิน 139,730 บาท ตกลงชำระเป็น36 งวด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 20 ตุลาคม2529 ตามสัญญาเช่าซื้อถือว่าสัญญาเลิกกัน โดยมิพักต้องบอกกล่าวจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยโดยพลัน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2529 แต่จำเลยที่ 1ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530โจทก์จึงยึดรถยนต์คืนมาได้รถยนต์ได้รับความเสียหายมากช่างประเมินค่าซ่อมเป็นเงิน 54,654 บาท การที่จำเลยไม่ยอมคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์

ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ซึ่งโจทก์อาจนำรถยนต์ออกให้เช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ2,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือนเศษโจทก์ขอคิดค่าเสียหาย14,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน68,654 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 68,654 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆเพราะจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อพร้อมทั้งค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้วเสร็จจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2หลายประการ เห็นสมควรวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4เสียก่อนว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวกับโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายชั้น พูนทวี ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 เป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1ทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวกับโจทก์ โดยโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางจงกลณี

เขมะชิต และนายอุดม เตรียมดำรงค์ ร่วมกันลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ส่วนจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 จริง แต่ทำกับบริษัทกลการ จำกัด ไม่ได้ทำกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 มีภาพถ่ายใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย ล.3 เป็นพยานว่าเป็นใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ เห็นว่า ด้านหลังภาพถ่ายใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย ล.3 มีรายการชื่อเจ้าของรถยนต์โดยระบุชื่อไว้ 2 อันดับ อันดับที่ 1 นายสุวิทย์ ลักษณาทรัพย์ เป็นเจ้าของและอันดับที่ 2 โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของอันดับหลังแล้วนายสุวิทย์จึงไม่ใช่เป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวอีกต่อไปดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า

นายสุวิทย์เป็นเจ้าของรถยนต์ตามภาพถ่ายใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย ล.3 จึงฟังไม่ขึ้นข้อเท็จจริงฟังตามพยานโจทก์ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อดังกล่าว เมื่อสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ให้เช่าซื้อและลายมือชื่อในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อหรือมอบอำนาจก็เป็นลายมือชื่อของนางจงกลณีและนายอุดมผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ร่วมกันลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวกับโจทก์โดยนางจงกลณีและนายอุดมผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ลงในฐานะผู้ให้เช่าซื้อแทนโจทก์ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่านายประทีป มหัตธนานันท์

ผู้จัดการบริษัทกลการ จำกัดสาขานครปฐม เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อ จึงฟังไม่ขึ้นและแม้สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 จะไม่มีข้อความระบุว่าให้นางจงกลณีและนายอุดมลงลายมือชื่อแทนโจทก์ก็หาทำให้มีผลเป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไว้ไม่มีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก่อนหรือไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือไม่ และดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 แล้วก็ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 20 ตุลาคม 2529 เป็นต้นมาต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2530 โจทก์ได้รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากสถานีตำรวจภูธร

อำเภอเมืองสมุทรสาคร เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นและถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ ขณะนั้นรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ถึง จ.15

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 8 กำหนดข้อตกลงในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งไว้ว่า ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนและจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยโดยพลัน ดังนั้นสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงเลิกกันตามข้อกำหนดของสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาแต่อย่างใดอีก เมื่อปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.8ถึง จ.15 และโจทก์มีนายสมทรง ปั้นทอง นายช่างประเมินค่าซ่อมของรถยนต์ของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ประเมินค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 54,654 บาท ตามรายการประเมินค่าซ่อมเอกสารหมาย จ.16 จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบแก้พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องมีการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวเสียก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไว้ไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · ยงยุทธ ธารีสาร · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้