Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6590/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษผู้กระทำผิดให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น โดยจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย จึงถือมิได้ว่าจำเลยที่ 3 มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี หลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้วระหว่างทางได้ใช้อาวุธปืนจี้บังคับผู้เสียหายและร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผู้ข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกันอันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์หาใช่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกรรมหนึ่งและทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 ไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนน อันเป็นเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปและไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์เอารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ ราคา 300,000 บาท ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุชาติ

แซ่ซือ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายไพฑูรย์ ษมาจิตมีชัย ผู้เสียหาย และเงินสดจำนวน 220 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนจี้ขู่บังคับผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยที่ตาข้างขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง และจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนตบที่ศีรษะด้านหลังของผู้เสียหาย 1 ครั้ง อันเป็นการกระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจและจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวสีน้ำตาลปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้ในป่าที่เกิดเหตุ

อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน น - 5666 อุตรดิตถ์ และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นหลบหนีไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลแม่คะตวนอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ เงินสดจำนวน120 บาท อันเป็นเงินส่วนหนึ่งในจำนวน 220 บาท ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นเอาไป อาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก

กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด ซองปืนหนังสีดำ 1 ซอง กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้น เศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้น อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เป็นความผิดและใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 18 ปี ฐานปล้นทรัพย์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 184/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดในคดีก่อนขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 310, 295, 93, 91, 83, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนท - 3408 เชียงใหม่ พร้อมเงินสด 120 บาท ของกลางแก่ผู้เสียหายริบอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้นและเศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้น ของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 100 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2ตามกฎหมายด้วยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 295, 310 (ที่ถูก310 วรรคแรก)

, 32, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แต่การกระทำความผิด ตามมาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรีและ 295 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนตามมาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 22 ปี 6 เดือน ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 23 ปี และจำเลยที่ 1ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ(ที่ถูกมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ลงโทษฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี

ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 24 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 34 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 4 เดือน คืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ และเงินจำนวน 120 บาท ของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้น และเศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้นของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 100 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 15 ปี รวมกับโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก 6 เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี6 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 4 เดือนคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยหรือไม่ เห็นว่าสำหรับเรื่องใช้ยานพาหนะในการปล้นทรัพย์นั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น - 5666อุตรดิตถ์ ในการหลบหนีโดยเป็นการกระทำหลังจากที่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะโจทก์มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะฎีกาต่อมาไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนเรื่องใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 3มิได้มีหรือใช้อาวุธปืน ในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี

มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้นมิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยเหตุดังได้วินิจฉัยมาจำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ดี โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว

ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ 1ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปทั้งทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ 3 ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป 220 บาท จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน

อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากดังที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่รวมทั้งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งดังที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทมาด้วยไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 และจำเลยที่ 3มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3มีกำหนด 15 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ 15 ปี ในความผิดฐานมีอาวุธปืน 8 เดือน และในความผิดฐานพาอาวุธปืน 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 12 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปีคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ และเงิน 120 บาทของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืน กระสุนปืน กระดาษกาว เชือก และเศษกระดาษกาวของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน100 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเมธ ตังคจิวางกูร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้