คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี คืนชิ้นส่วนอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์และคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่ผู้เสียหายให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาข้อกฎหมาย แต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีรวบรัด และวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(7) เนื่องจากโจทก์สืบไม่สมและไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญาตามมาตรา 357 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยมีสิทธิกล่าวอ้างปัญหาข้อกฎหมายในชั้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ขอให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปศาลฎีกามีคำสั่งว่า "
พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาอ้างเป็นข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีโดยรวบรัด การนำสืบไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร และนำสืบไม่สม เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"