Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6578/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง เช่าซื้อ ค้ำประกัน ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ ++ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดงไปจากโจทก์ในราคา3,855,140.40 บาท แบ่งชำระราคาเป็นงวด งวดละเดือนมีระยะเวลา 60 เดือน เดือนละ 64,252.34 บาท โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด และไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือให้แก่โจทก์อีก ++ ++ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ++ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนมีข้อความระบุว่านายสมชาย วิวัฒน์วิศวกร และนางรัชดา บุญเอกอนันต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ดังนั้นการที่บุคคลทั้งสองมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีตามอำนาจที่มีอยู่ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จึงไม่เป็นโมฆะ ++ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์คงส่งแต่สำเนาจึงรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในคำให้การพยานโจทก์ฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2538ว่า ทนายโจทก์ขอให้ดูหนังสือรับรองดังกล่าวและขอส่งสำเนาแทนศาลหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้าน ถือได้ว่าคู่ความทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 (1) ++ ++ ++ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ++ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 (ข) ว่า ผู้เช่าซื้อจะดำเนินการจดทะเบียนเพื่อเสียภาษี และเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอและรับป้ายทะเบียนรถยนต์ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไป โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ดังที่อ้าง จึงฟังไม่ขึ้น ++ ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาและค่าขาดประโยชน์ ++ สำหรับราคารถยนต์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาว่าไม่เหมาะสมประการใด ส่วนค่าขาดประโยชน์ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ควรให้ได้ไม่เกินเดือนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ดังอ้าง ++ เห็นว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้ว ++

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้นายปัญญา สุวรรณศรีสุข และหรือนายสัมพันธ์ ศรีโมรา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส ๒๘๐ ป้ายแดง ไปจากโจทก์ในราคา๓,๘๕๕,๑๔๐.๔๐ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ ๖๐ งวด งวดละเดือนเดือนละ ๖๔,๒๕๒.๓๔ บาท มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง ๒ งวด คือชำระถึงงวดเดือนกันยายน ๒๕๓๗ เท่านั้น ต่อจากนั้นก็ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีกเลย อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดและส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน

จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์คิดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ยังขาดประโยชน์เทียบกับค่าเช่ารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งสามารถให้เช่าได้อย่างต่ำเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาทคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๙ เดือน เป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยหากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระราคาแทน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ๔๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ กับอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือชำระราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การว่า การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีของโจทก์เป็นโมฆะ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันพิพาทเพราะเป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สั่งนำเข้ามาในประเทศไทยจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส ๒๘๐ ป้ายแดง ไปจากโจทก์ในราคา ๓,๘๕๕,๑๔๐.๔๐ บาท และชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว ๒ งวดรวมเป็นเงิน ๑๒๐,๕๐๔.๖๘ บาท แต่โจทก์ไม่สามารถเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการที่จำเลยที่ ๑ จะได้ใช้รถยนต์คันพิพาทให้สมประโยชน์ และถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์อีก โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือทวงถามจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ เอส ๒๘๐ หมายเลขเครื่องยนต์ ๑๐๔๙๔๔ - ๒๒ - ๐๐๕๘๘๘หมายเลขตัวถัง ดับบลิวดีบี ๑๔๐๐๒๘ - ๒ เอ - ๒๐๘๑๐๔ คันพิพาทคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคา ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาทแทนและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๘๙,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ๒๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการและอำนาจกรรมการ ตามเอกสารหมาย จ.๑ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายปัญญา สุวรรณศรีสุข และหรือนายสัมพันธ์ศรีโมรา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๓โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส ๒๘๐ หมายเลขเครื่องยนต์๑๐๔๙๔๔ - ๒๒ - ๐๐๕๘๘๘ ตามเอกสารหมาย จ.๙ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ในราคา๓,๘๕๕,๑๔๐.๔๐ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ๖๐ งวด งวดละเดือนเดือนละ ๖๔,๒๕๒.๓๔ บาท ชำระงวดแรกวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๗งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ

มีจำเลยที่ ๒เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.๔และ จ.๕ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ๒ งวด แล้วไม่ชำระอีกโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.๖ ถึงจ.๘ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาทนับแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๗ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๙ เดือนรวมเป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๗จำเลยที่ ๑ ไปติดต่อกับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญเกียรติออโต้ซัพพลายเพื่อขอซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส ๒๘๐ ป้ายแดง

ง - ๓๘๔๑นายบุญเกียรติ หุ้นส่วนผู้จัดการตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินบางส่วนแล้ว โดยการนำรถยนต์ยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น ๒๒๐ ซีอี สีแดงหมายเลขทะเบียน ๘ อ - ๔๙๔๔ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของบุตรชายไปให้นายบุญเกียรติโดยถือเป็นการชำระเงินจำนวน๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือนายบุญเกียรติ ให้จำเลยที่ ๑ผ่อนชำระ โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์แล้ว ๒ งวด แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเมื่อนำรถยนต์ออกมาใช้หลายครั้ง จำเลยที่ ๑จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์อีก

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส ๒๘๐ ป้ายแดงไปจากโจทก์ในราคา๓,๘๕๕,๑๔๐.๔๐ บาท แบ่งชำระราคาเป็นงวด งวดละเดือนมีระยะเวลา ๖๐ เดือน เดือนละ ๖๔,๒๕๒.๓๔ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง ๒ งวด และไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือให้แก่โจทก์อีก คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนมีข้อความระบุว่านายสมชาย วิวัฒน์วิศวกร และนางรัชดา บุญเอกอนันต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ดังนั้นการที่บุคคลทั้งสองมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีตามอำนาจที่มีอยู่ตามเอกสารหมาย

จ.๒ และ จ.๓ จึงไม่เป็นโมฆะ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์คงส่งแต่สำเนาจึงรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในคำให้การพยานโจทก์ฉบับลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๘ว่า ทนายโจทก์ขอให้ดูหนังสือรับรองดังกล่าวและขอส่งสำเนาแทนศาลหมาย จ.๑ ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้าน ถือได้ว่าคู่ความทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๓ (๑) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่าตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๓ (ข) ว่า

ผู้เช่าซื้อจะดำเนินการจดทะเบียนเพื่อเสียภาษี และเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอและรับป้ายทะเบียนรถยนต์ ดังนั้นที่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไปโดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ดังที่อ้าง จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาและค่าขาดประโยชน์ สำหรับราคารถยนต์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาว่าไม่เหมาะสมประการใด ส่วนค่าขาดประโยชน์ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ควรให้ได้ไม่เกินเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ดังอ้าง เห็นว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเทพ ศิริพากย์ · บุญธรรม อยู่พุก · ชวลิต ศรีสง่า
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้