Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6567/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทมีสามแปลงซึ่งโจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเขตติดต่อกันเท่านั้นการที่จำเลยที่ 1 ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามแล้วขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 จนกรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนถูกโต้แย้งสิทธิแม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์ แต่ละคนแยกกัน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งการที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 และได้ออกโฉนดที่ดินโดยชอบแล้วจึงขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2 โดยชอบนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาหากฟังว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองจำเลยที่ 1 ก็ได้แย่งการครอบครองจากโจทก์เกินกว่า 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2ให้การยืนยันเพียงว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ดังนั้น ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์ทั้งสามหรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่อาจมีประเด็นในเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าเดิมจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาท ศาลก็ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นการวินิจฉัยขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ในคำให้การ ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสามเป็น เจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงมิได้ครอบคลุมถึงว่าโจทก์ ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทหรือไม่แต่อย่างใด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 59, 297 และ 871/651 ตำบลหนองปรือ (หนองรี)อำเภอบ่อพลอย (ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอหนองปรือ) จังหวัดกาญจนบุรีตามลำดับ จำเลยที่ 1 ได้ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวบางส่วนโดยครอบครองที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ของโจทก์ที่ 2เป็นเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ และของโจทก์ที่ 3 เป็นเนื้อที่ประมาณ2 ไร่ รวมทั้งสิ้นประมาณ 20 ไร่ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีโดยมีเจตนาไม่ไถ่คืนเพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ต่อมาเดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ทั้งสามจึงทราบเรื่องการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว

เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกคู่กรณีไปสอบสวนหาข้อยุติแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59, 297 และ 871/651 ตำบลหนองปรือ (หนองรี) อำเภอบ่อพลอย (กิ่งอำเภอหนองปรือ) จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 21 ตารางวา 18 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา และ 10 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา เป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 20 ไร่ 87 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา และสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสามจำเลยที่ 1 ให้การว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ทำให้จำเลยที่ 1ไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ หลังจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองแล้วโจทก์ทั้งสามได้ร้องเรียนให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีไกล่เกลี่ยเปรียบเทียบขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ดิน การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจึงเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะไม่เคยทำประโยชน์ใด ๆในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวและที่ดินพิพาทไม่ว่าส่วนใด หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายมีได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์เรื่อยมา

หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ได้นำที่ดินดังกล่าวขอออกโฉนดที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยโจทก์ทั้งสามก็ทราบดีแต่ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อครบกำหนดขายฝากแล้วจำเลยที่ 1ไม่สามารถหาเงินไถ่ถอนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2 โดยชอบ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินโฉนดพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายเมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1ไม่ไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2โดยชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากตามฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรีและสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสามต่างเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลงโดยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือกิ่งอำเภอหนองปรือ

จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินบางส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 โดยมิชอบ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 8 ไร่ และ2 ไร่ ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีเจตนาไถ่ถอนคืนเพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่ละคนกับขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 เนื้อที่ 20 ไร่ 87เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา และสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536 ระหว่างจำเลยทั้งสองด้วย เห็นว่าที่ดินพิพาทมีสามแปลงซึ่งโจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเขตติดต่อกันเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามแล้วขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 จนกรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนถูกโต้แย้งสิทธิ

แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับยกให้จากนายมีใช้ช่วง และได้ออกโฉนดที่ดินโดยชอบแล้วจึงขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2โดยชอบนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งฟังข้อเท็จจริงว่า

โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์และจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดเลขที่ 35 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามโดยมิชอบจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ แม้จำเลยที่ 2 จะได้รับซื้อฝากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่ก่อนให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาใช้ยันโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองอันแท้จริงได้ ดังนี้ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อกฎหมายว่า

คดีนี้มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเพราะศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากตามฟ้องหรือไม่นั้น มีความหมายครอบคลุมถึงว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทหรือไม่ ด้วยการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1มิได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบนั้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา หากฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ก็ได้แย่งการครอบครองจากโจทก์เกินกว่า 1 ปี

โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ให้การยืนยันเพียงว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์ทั้งสามหรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ไม่อาจมีประเด็นในเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าเดิมจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาท ศาลก็ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นการวินิจฉัยขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ในคำให้การทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงมิได้ครอบคลุมถึงว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทหรือไม่แต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประกาศ บูรพางกูร · ระพินทร บรรจงศิลป · วุฒินันท์ สุขสว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้