Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 656/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญารับทุนไม่มีข้อความว่าให้สิ้นความผูกพันเมื่อผู้รับทุนเรียนจบในระดับปริญญาตรี คงมีระบุว่าให้มีความผูกพันในระดับปริญญาโดยไม่ได้ระบุว่าระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ดังนั้นเมื่อหลังจากจำเลยเรียนจบปริญญาตรีแล้วจำเลยได้ดำเนินการขอเรียนต่อในระดับปริญญาโทจนต้นสังกัดเห็นชอบ รัฐบาลออสเตรเลียเจ้าของทุนขยายทุนให้และในที่สุดจำเลยที่ 1 ได้รับทุนและเข้าเรียนจนจบ สัญญารับทุนจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ในระดับปริญญาโทด้วย จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขวนขวายขอไปเองโดยทางราชการหรือต้นสังกัดมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติราชการ จะนำเอาระยะเวลาในช่วยที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษ ไปหักเพื่อลดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1จะต้องชดใช้ตามสัญญารับทุนไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับทุนการศึกษาภายใต้แผนโคลัมโบไปศึกษาระดับปริญญา ตามความต้องการของสถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าตั้งแต่ปี 2514 มีกำหนดระยะเวลา 4-5 ปี โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์ว่าเมื่อเสร็จสิ้นการศึกษาแล้ว ยินยอมเข้ารับราชการในสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าหรือในหน่วยราชการอื่นใดที่โจทก์เห็นชอบเป็นเวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของเวลาเต็มที่กำหนดให้ไปศึกษา มิฉะนั้นยินยอมจะชดใช้เงินให้แก่โจทก์โดยให้หักเวลาปฏิบัติราชการบางส่วนออกเหลือเท่าใดก็ให้คำนวณค่าเสียหายตามอัตราส่วนเฉลี่ยของเวลาที่จะต้องปฏิบัติราชการทั้งหมด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 เดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธาประเทศออสเตรเลีย

ถึงวันที่ 27กุมภาพันธ์ 2519 รวม 1,703 วันจำเลยที่ 1 ก็สำเร็จการศึกษาโดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินทุนในระดับปริญญาตรีทั้งสิ้น 11,438.55เหรียญออสเตรเลีย เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้วได้ขออนุมัติขยายทุนมีระยะเวลา 1 ปี เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โจทก์ได้อนุมัติขยายทุนให้มีระยะเวลา 18 เดือนเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2519 เพื่อศึกษาปริญญาโทสาขาวิศวกรรมการจัดการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2520 รวมเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ศึกษาในระดับปริญญาโท 632 วัน โดยจำเลยที่ 1ได้รับเงินทุนในระดับปริญญาโททั้งสิ้น 6,662.83 เหรียญออสเตรเลียรวมระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับทุนศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 2,335 วัน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18,101.38 เหรียญออสเตรเลียซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติราชการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาไม่น้อยกว่า4,670 วัน

หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางกลับประเทศไทยแล้วจำเลยที่ 1 ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ระดับ 4 ขั้น2,230 บาท สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2520 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องราวขอออกจากราชการและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าได้อนุญาตให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2524 ได้รวมระยะเวลาที่จำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติราชการชดใช้แล้วทั้งสิ้น 655 วัน ยังเหลือระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนอยู่อีก 4,015 วันจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้เงินคืนให้แก่ทางราชการเป็นเงินทั้งสิ้น31,125.08 เหรียญออสเตรเลีย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งจะต้องร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 ศึกษาในชั้นปริญญาตรีจำนวน 22,877.10เหรียญออสเตรเลีย

ได้นำเงินจำนวน 435,398.23 บาท คิดเป็นเงินเหรียญออสเตรเลียทั้งสิ้น 21,813.54 เหรียญออสเตรเลีย ไปชำระให้แก่โจทก์ ดังนั้นจำเลยที่ 2 ยังคงต้องชำระในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,063.56 เหรียญออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ 19,835.58 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 2 นำไปชำระต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงยังคงค้างชำระเงินทุนและค่าปรับแก่โจทก์อีก 9,311.54 เหรียญออสเตรเลียหรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ 173,753.33 บาทขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 9,311.54 เหรียญออสเตรเลียหรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ 173,753.33 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2มีนาคม 2524 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้เงินจำนวน 1,063.56 เหรียญออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ 19,835.58 บาทแก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2524 จนกว่าชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทด้วย ความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงมีเฉพาะในชั้นปริญญาตรีเท่านั้น จำเลยที่ 1 กลับมารับราชการชดใช้ทุนเป็นเวลาทั้งสิ้น 1,169 วัน โดยระหว่างที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 27 วันนั้น จำเลยที่ 1ไปอบรมตามคำสั่งของอธิการบดี ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่อาจขัดคำสั่งได้และมิได้ไปด้วยความประสงค์จำเลยที่ 1 เอง จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1ไปปฏิบัติราชการและต้องนำเวลาฝึกอบรมมาหักออกจากเวลาชดใช้เงินทุนจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาอีกเพียง2,237 วัน

อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้เงินให้โจทก์แล้วจำนวนถึง 22,891.60 เหรียญออสเตรเลีย หรือเท่ากับ 435,398.25บาท ซึ่งเกินความรับผิดของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์มาเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายเกินความเป็นจริง จำเลยที่ 2 ได้นำเงินไปมอบให้แก่โจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดถึง 8,072.85 เหรียญออสเตรเลียหรือเท่ากับเงินไทย 153,345.60 บาท กล่าวคือในระหว่างที่จำเลยที่ 1รับราชการชดใช้ทุนอยู่นั้นอธิการบดีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปปฏิบัติราชการอบรมที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนกับ 27 วัน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนี้โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติราชการทั้ง

ๆ ที่โดยแท้จริงแล้วจำเลยที่ 1 ไปอบรมตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงเรียกเงินจากจำเลยที่ 2 เกินไปจำนวนดังกล่าว รวมเงินที่ชำระเกินและดอกเบี้ยทั้งสิ้นจำนวน 188,806.77 บาท และขอให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 153,345.60 บาท จากวันที่ฟ้องแย้งนี้จนกว่าโจทก์จะชำระแก่จำเลยที่ 2 เสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอลาไปฝึกอบรมณ ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนคอนเฟดเดอเรชั่น ออฟ บริทิช อินดัสตรี(ทุนประเภท 2) และทางราชการได้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 ลาไปฝึกอบรมณ ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนดังกล่าว ซึ่งไม่ถือว่าเป็นช่วงเวลาการปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเพราะการรับราชการชดใช้ทุนหมายถึงการปฏิบัติราชการชดใช้จริง

ๆ ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 9,311.52เหรียญออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ173,753.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2มีนาคม 2524 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวจำนวน 1,063.56 เหรียญออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะยื่นฟ้องเท่ากับ 19,835.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2524 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2514 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับทุนภายใต้แผนโคลัมเบีย ไปศึกษาที่ประเทศออสเตรเลียสาขาวิศวกรรมโยธา ในระดับปริญญาตรีมีกำหนด 4-5 ปีนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2514 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน2518-19 ตามเอกสารหมาย จ.1 มีใจความสำคัญว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาจำเลยที่ 1 ต้องเข้ารับราชการเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษา ถ้าไม่รับราชการหรือรับราชการไม่ครบจะต้องชดใช้เงินทุนเป็นสองเท่าของเงินทุนหรือลดลงตามส่วนจากจำนวนเต็มแล้วแต่กรณีให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ครั้นต่อมาจำเลยที่ 1 เดินทางไปศึกษาที่ประเทศออสเตรเลียใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญาตรี1,703 วัน

ได้รับทุน 11,438.55 เหรียญออสเตรเลีย จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท อีก 632 วัน ได้รับทุน6,662.83 เหรียญออสเตรเลีย รวมระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท 2,355 วัน และได้รับทุนรวม 18,101.38เหรียญออสเตรเลีย เมื่อจบการศึกษาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 เข้ารับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม2520 จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2522 รวมระยะเวลา 627 วัน จำเลยไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษด้วยทุนคอนเฟดเดอเรชั่นออฟ บริทิช อินดัสตรี (ทุนประเภท 2) ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม2522 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2524 รวมเวลา 1 ปี 5 เดือน 12 วันจำเลยที่ 1 กลับมาทำงานในสังกัดเดิมเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์2524 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2524 รวมระยะเวลา 28 วัน แล้วจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการ

ครั้นต่อมาวันที่ 10มิถุนายน 2526 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 21,813.54 เหรียญออสเตรเลียคิดอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น 1 เหรียญออสเตรเลียเท่ากับ 19.96 บาท คิดเป็นเงินไทย435,398.23 บาทปัญหาแรกมีว่า การที่จำเลยที่ 1 เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทจำเลยที่ 1 ยังจะต้องผูกพันตามสัญญารับทุนเอกสารหมาย จ.1หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนเพราะตามคำเบิกความของนายถวัลย์ พลพืชน์ พยานโจทก์เบิกความว่าทุนภายใต้แผนโคลัมโบที่ไปศึกษาในประเทศออสเตรเลียมีเฉพาะในระดับปริญญาตรี เริ่มแต่ปี 2504 และเลิกปี 2519และสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ก็ระบุให้รับผิดในระดับปริญญาตรีเท่านั้นศาลฎีกาพิเคราะห์คำนายถวัลย์พยานโจทก์โดยตลอดแล้วได้ความว่านอกจากพยานจะเบิกความดังกล่าวแล้วยังได้ความอีกว่า

หากผู้รับทุนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้วก็ยังสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกได้ จึงเห็นได้ว่าผู้รับทุนหาจำกัดให้เรียนเฉพาะระดับปริญญาตรีไม่หากผู้รับทุนมีความสามารถก็ยังเรียนในระดับปริญญาโทและเอกได้สำหรับสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุให้มีผลผูกพันในระดับปริญญาตรีนั้นก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ไม่ โดยเฉพาะสัญญารับทุนเอกสารหมาย จ.1นั้นไม่มีข้อความว่าให้สิ้นความผูกพันเมื่อผู้รับทุนเรียนจบในระดับปริญญาตรี คงมีระบุว่าให้มีความผูกพันในระดับปริญญาโดยไม่ได้ระบุว่าระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ดังนั้นเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 เรียนจบปริญญาตรีแล้วจำเลยที่ 1ได้ดำเนินการขอเรียนต่อในระดับปริญญาโทจนต้นสังกัดเห็นชอบรัฐบาลออสเตรเลียเจ้าของทุนขยายทุนให้และในที่สุดจำเลยที่ 1ได้รับทุนและเข้าเรียนจนจบ

ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญารับทุนตามเอกสารหมาย จ.1 มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ในระดับปริญญาโทด้วยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษถือเป็นการปฏิบัติราชการหรือไม่นั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าหากไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการแล้วต้นสังกัดคงไม่ออกเป็นคำสั่งและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อปี 2522 ในระหว่างที่กลับมารับราชการใช้ทุนอยู่นั้นจำเลยที่ 1 ได้สอบชิงทุนไปดูงานในเรื่องการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ประเทศอังกฤษ เห็นว่าทางนำสืบของจำเลยที่ 1ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษนั้นเป็นความต้องการของทางราชการหรือต้นสังกัดที่จำเลยทำงานอยู่หากแต่เป็นความต้องการของจำเลยที่ 1 เอง

จำเลยที่ 1 จึงขวนขวายหาทางสมัครสอบเพื่อรับทุนไปดูงานดังกล่าว ที่มีคำสั่งให้จำเลยไปดูงานและฝึกอบรมตลอดจนได้รับเงินนั้นก็เป็นเรื่องทางราชการอนุเคราะห์ และหากถือว่าการไปนั้นเป็นการปฏิบัติราชการแล้วทางราชการคงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ลา ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขวนขวายขอไปเองโดยทางราชการหรือต้นสังกัดมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติราชการ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่นำเอาระยะเวลาในช่วงที่จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี5 เดือน 12 วัน ไปหักเพื่อลดจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ตามสัญญารับทุนจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · นิเวศน์ คำผอง · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้