Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นให้เหตุผลในคำพิพากษาว่า การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด เป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ มิใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 เมื่อครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ขออุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่ความจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือไม่ มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ไม่ชอบอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายให้จำเลยทั้งห้า แต่ได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินโดยบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน ทั้งที่อุทธรร์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 จึงไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9833 ตำบลบ้านข่อย อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ร่วมกับผู้อื่น ต่อมาประมาณ 22 ปีมาแล้ว จำเลยที่ 1 แบ่งขายที่ดินให้โจทก์บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา ในราคา 2,300 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ปี 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีจัดการแก้ทะเบียนและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินแล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ในราคา 4,000 บาท วางมัดจำ 200 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนวันที่ 25 มีนาคม 2523 ถึงวันนัดโจทก์ไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ สัญญาจึงเลิกกันโดยปริยาย การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 115 ออกไปจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งห้าปีละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของจำเลยทั้งห้า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามฟ้องเดิม และต่อสู้ว่าค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าเรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 5 ทายาทโดยธรรมขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9833 ตำบลบ้านข่อย อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 60 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จล.1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นของโจทก์ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท (ฟ้องแย้งวันที่ 18 ตุลาคม 2542) ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2522 ในราคา 4,000 บาท วางมัดจำ 200 บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนวันที่ 25 มีนาคม 2523 โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แต่เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนโจทก์ไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือ และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทวงถามถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และโจทก์ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว อุทธรร์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นให้เหตุผลในคำพิพากษาว่าการที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด เป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ขออุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่ความจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือไม่ จำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาว่า

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมิใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ชอบอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายให้จำเลยทั้งห้า แต่ได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดิน โดยบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 และเมื่อคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอันมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตรีวุฒิ สาขากร · พิทักษ์ คงจันทร์ · วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้