Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินพิพาทคืนนาง ร. เจ้าของเดิมตามคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2531เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19สิงหาคม 2531 และไม่เกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนาง ร. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2530 อันเป็นมูลกรณีพิพาทตามฟ้อง ดังนั้น ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินพิพาทคืน นาง ร.จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปถึงและโจทก์ทั้งสองฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่ามติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ ดังนั้นปัญหาที่ว่ามติดังกล่าวมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินพิพาทไว้ หรือคำวินิจฉัยข้างต้นวินิจฉัยเพียงว่าให้ผู้เช่าทั้งห้าซื้อที่นาพิพาทจำนวนประมาณ 112 ไร่คืน จึงมิใช่สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เมื่อฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทอยู่ในตำบลหน้าไม้ และคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอของโจทก์ที่ 22-26 ได้ แม้โฉนดที่ดินพิพาทจะระบุว่าอยู่ที่ตำบลระแหงแต่โฉนดดังกล่าวก็ออกตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2467 แต่ขณะที่จำเลยที่ 22-26 ร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ ที่ดินพิพาทคงอยู่ในตำบลหน้าไม้ การที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ไม่มีอำนาจพิจารณากรณีที่พิพาทของที่ดินดังกล่าวได้ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 112 ไร่เศษ โดยเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายโสภณขายฝากไว้กับนางระเบียบ ต่อมานายโสภณตกลงเข้าหุ้นกับโจทก์ทั้งสองไถ่ถอนที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 เป็นผู้เช่าทำนาอยู่ ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ค.ก.ก.) ประจำตำบลหน้าไม้ว่า นางระเบียบขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ทราบก่อนและจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26ประสงค์จะซื้อด้วย ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2531 จำเลยที่ 12ถึงที่ 21 ซึ่งเป็น ค.ช.ก.ประจำตำบลหน้าไม้ ได้ประชุมแล้วมีมติให้โจทก์ทั้งสองขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้เช่านาตามราคาในหนังสือสัญญาขายที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในราคา 563,750 บาท และให้ผู้เช่าที่ดินดังกล่าวมีสิทธิทำนาได้ต่อไปอีกจนกว่าการวินิจฉัยจะถึงที่สุด

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์มติดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็น ค.ช.ก.ประจำจังหวัดปทุมธานีได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้เช่านาซื้อที่ดินพิพาทคืนตามราคาในวันที่มีการทำหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นราคาตลาด โจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2531 โจทก์ทั้งสองเห็นว่า มติและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับนางระเบียบ และราคาตลาดในขณะนั้นมีราคาไร่ละ 20,000 บาท แต่คำวินิจฉัยกำหนดราคาตลาดไร่ละประมาณ 10,000 บาท เท่านั้น นอกจากนี้จำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นประธาน ค.ช.ก.ประจำตำบลหน้าไม้ได้เคยติดต่อขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางระเบียบ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียต้องห้ามมิให้เข้าร่วมประชุมและใช้สิทธิในการพิจารณาและลงมติในกรณีพิพาทรายนี้จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 เช่าทำนา 105 ไร่

ส่วนอีก 7 ไร่เศษไม่มีการเช่า มติและคำวินิจฉัยจึงไม่มีผลบังคับกับที่นาอีก 7 ไร่เศษจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ผู้เช่านา จึงไม่มีสิทธิซื้อนาคืนจากโจทก์ทั้งสองได้ ขอให้พิพากษาว่ามติและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21ไม่ชอบและขัดต่อพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 53, 54 มติและรายงานการประชุมของจำเลยที่ 12 ถึงที่ 21ครั้งที่ 1/2531 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2531 ไม่ชอบและขัดต่อพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา18 วรรคสาม, 53, 54 และมติและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ กับห้ามมิให้จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 21 ให้การว่าเมื่อปี 2518 นายโสภณขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่นางระเบียบมีกำหนด 1 ปี

เมื่อครบกำหนดแล้วมิได้ไถ่คืน ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสิทธิแก่นางระเบียบ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2530 นางระเบียบขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 563,750 บาท นางระเบียบมิได้แจ้งบอกเลิกการเช่าที่ดินต่อจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ซึ่งเป็นผู้เช่าและมิได้แจ้งให้ผู้เช่าที่ดินมีโอกาสซื้อก่อน จำเลยที่ 1ถึงที่ 11 จึงมีมติให้ผู้เช่าที่ดินซื้อที่ดินพิพาทคืนจากผู้รับโอนโดยถือเอาราคาที่ซื้อขายกันคือ 563,750 บาท การที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 11 มีมติว่า จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 เป็นผู้เช่ามีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนแล้ว ผู้เช่าก็ย่อมมีสิทธิในการเช่าที่ดินทำนาอยู่ในตัว จึงไม่จำเป็นต้องมีมติว่าให้ผู้เช่ามีสิทธิทำนาต่อไปอีกโจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี

ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2531แล้วมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2531 เป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลเกินกว่า 30 วัน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 12 ให้การว่า จำเลยที่ 12 ไม่เคยขอซื้อที่ดินพิพาทจากนางระเบียบ และนางระเบียบไม่มีข้อตกลงใด ๆ ที่จะให้นายโสภณซื้อที่ดินพิพาทคืนจำเลยที่ 12 ในฐานะประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความสุจริต ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ให้การว่าจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26เช่าที่ดินพิพาททำนามาตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นของนายโสภณมาจนเป็นของนางระเบียบ นางระเบียบขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ทราบก่อนและไม่เคยมีผู้ใดบอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาท

มติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่สุจริต และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ขอเพิกถอนมติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ไม่ได้มีส่วนในการลงมติหรือวินิจฉัยด้วยแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 22ถึงที่ 26 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 12 ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาเป็นข้อแรกว่า ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่า

การที่โจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินพิพาทคืนแก่นางระเบียบโดยไม่แจ้งแก่จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ผู้เช่าทราบก่อน จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26ย่อมมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนจากผู้รับโอนไม่ว่าจะเป็นนายโสภณนางระเบียบหรือโจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยการที่โจทก์ทั้งสองต้องขายที่ดินพิพาทคืนแก่นางระเบียบเจ้าของเดิมเพราะนางระเบียบได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนางระเบียบตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 17 เมษายน2530 และศาลได้พิพากษาตามยอมให้โจทก์ทั้งสองขายคืนให้ เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษามิใช่โจทก์ทั้งสองโอนให้แก่บุคคลภายนอกมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้และคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี จึงไม่อาจบังคับไปถึงเจ้าของเดิมนั้น

เห็นว่าข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินพิพาทคืนนางระเบียบเจ้าของเดิมตามคำพิพากษาตามยอม ลงวันที่ 27 ธันวาคม2531 เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่19 สิงหาคม 2531 และไม่เกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางระเบียบ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2530 อันเป็นมูลกรณีพิพาทตามฟ้อง ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินพิพาทคืนนางระเบียบจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปถึงและโจทก์ทั้งสองฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อต่อมาว่า มติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ก็ดี

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีก็ดีย่อมไม่มีผลผูกพันใด ๆ กับที่ดินในโฉนดเลขที่ 1179 จำนวน 7 ไร่เศษซึ่งจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ไม่เคยเช่าที่ดินดังกล่าวเลยนั้น เห็นว่าปัญหาว่าที่ดินพิพาทจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 เช่าอยู่ในเนื้อที่เท่าใดนั้น มติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้มิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาทไว้ ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีก็วินิจฉัยเพียงว่าให้ผู้เช่าทั้งห้าซื้อที่นาพิพาทจำนวนประมาณ 112 ไร่คืน ซึ่งสาระสำคัญของมติและคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเรื่องให้ผู้เช่าทั้งห้าซื้อที่ดินที่เช่าคืน

โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่ามติและคำวินิจฉัยใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ ดังนั้น ปัญหาว่าที่ดินพิพาทจำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 เช่าอยู่ในเนื้อที่เท่าใดจึงมิใช่สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสองฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ไม่มีอำนาจพิจารณากรณีพิพาทของที่ดินพิพาทซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพราะตำบลหน้าไม้กับตำบลระแหงเป็นคนละตำบล และกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวย่อมต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว

จังหวัดปทุมธานีมติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีจึงย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกันปัญหาข้อกฎหมายนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 26นำสืบได้ความว่าทุกฝ่ายต่างยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทอยู่ในตำบลหน้าไม้และคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอของโจทก์ที่ 22ถึงที่ 26 ได้ แม้โฉนดที่ดินพิพาทจะระบุว่าอยู่ที่ตำบลระแหงแต่โฉนดดังกล่าวก็ออกมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2467 ในขณะที่จำเลยที่ 22 ถึงที่ 26 ร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2531 ที่ดินพิพาทคงอยู่ในตำบลหน้าไม้ ดังเช่นที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ 9184ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งที่ดินอยู่ติดกับโฉนดที่ดินพิพาทและออก ณวันที่ 23 ธันวาคม 2530 ได้ระบุไว้ว่าอยู่ที่ "ตำบลหน้าไม้(ระแหง)" ดังนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่ตำบลระแหงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลระแหง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวรรค์ ศักดารักษ์ · สมชัย ศิริบุตร · สันติ ทักราล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560

คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2560 (เลขอ้างอิง 643651)

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13602/2558

โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจรับและไต่สวนคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้